วันจันทร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2569

ว่าด้วย "อาโลก"

ยังสืบต่อจาก ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร 
เกิดคำถามขึ้นอีกแล้ว

ภิกษุทั้งหลาย จักษุเกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว ปัญญาเกิดขึ้นแล้ว
วิชชาเกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยสดับมาก่อนว่า
นี้ทุกขอริยสัจ


แสงสว่าง เกิดขึ้นแล้ว คืออะไรหนอ
ขอลองดูบาลีสักหน่อย

อิทํ  ทุกฺขํ  อริยสจฺจนฺติ  เม  ภิกฺขเว  ปุพฺเพ  อนนุสฺสุเตสุ  ธมฺเมสุ   
จกฺขุํ   อุทปาทิ   ญาณํ   อุทปาทิ   ปญฺญา   อุทปาทิ   วิชฺชา  อุทปาทิ   อาโลโก   อุทปาทิ   ฯ

     จกฺขุํ                จักษุ  ดวงตา
     ญาณํ              ญาณ 
     ปญฺญา            ปัญญา
     วิชฺชา              วิทยา  วิชชา
     อาโลก           (ทั้ง มมร. และ มจร. ก็แปลว่า) แสงสว่าง 


งั้นขอดูฝั่งสันสกฤต


cakṣur-utpannaṁ vidyotpannā bhūrir-utpannā,
medhotpannā prajñotpannā ālokaḥ prādur-bhūtaḥ.


(ปล. ไม่เท่ากันด้วยแหะ)

     cakṣur            จักษุ  ดวงตา
     vidyā              วิทยา  วิชชา
     bhūri              ความเข้าใจ
     medhā            ความรู้
     prajñā            ปัญญา
     āloka             (อื้ม ใช้คำเดียวกัน)
    
āloka             looking, seeing, sight, aspect, vision (MW: 154,2)

หรืออย่างคำว่า

ālokapatha    line of sight, range of vision
ālok               to see, perceive. behold (Apte: 360-1)


ซึ่งเมื่อแปล "อาโลก" ว่า 'การมอง' 'การเห็น' ก็ดูจะเข้ากับการมีดวงตาเกิดขึ้นแล้ว และคำอื่น ๆ ที่เหลือมากกว่า

ว่าด้วย "สัมมาอาชีวะ"

เคยพูดกับที่บ้านไว้เมื่อนานมาแล้วว่า ไม่เคยเข้าใจคำสอนเรื่อง "มรรคมีองค์ 8" เลย
ข้อหนึ่งที่คาใจสุด ๆ คือ ทำไม "สัมมาอาชีวะ" ถึงเป็นหนึ่งใน "มรรคมีองค์ 8"

เอาตามที่เรียนมาตั้งแต่สมัยประถม

สัมมาอาชีวะ คือ การประกอบ "อาชีพ" สุจริต

แต่เรากำลังแปลเอาง่ายตามภาษาไทยหรือเปล่า "อาชีวะ" = "อาชีพ"

...

ยิ่งใน ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร
พระพุทธเจ้าโปรดปัญจวัคคีย์ ซึ่งเป็นนักบวชอยู่แล้ว ทำไมจะต้องสอนเรื่องเลี้ยงชีพชอบ?!

...

ถ้าอย่างนั้นความหมายจริง ๆ ของ "อาชีวะ" คืออะไร
ในเมื่อพอจะมีความรู้ด้านภาษามาบ้างแล้ว ก็ลองศึกษาสักหน่อย

ājīv         to live by or maintain oneself with (Apte: 319-2)

...

และอ่านเจอในอรรถกถาว่า

 1. มิจฉาอาชีวะ ได้แก่กายทุจริตและวจีทุจริต

 2. อาชีวมัฏฐมกศีล - ศีลมีอาชีวะเป็นที่ ๘ ย่อมบริบูรณ์แก่ผู้ละวจีทุจริต ๔ อย่าง กายทุจริต ๓ อย่าง

...

ดังนั้น "สัมมาอาชีวะ" ก็น่าจะหมายถึง 'การดำเนินชีวิตอยู่อย่างเหมาะควร ทั้งทางกายและทางวาจา ไม่ใช่เจาะจงเรื่องการประกอบอาชีพ'

อย่างนี้ค่อยสมเหตุสมผลและเข้าใจได้มากกว่าเสียอีก

วันพุธที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2567

เป๊ะเว่อร์

เมื่อเช้าไปร้านนวดแผนไทย จองไว้ 10 โมง ปรากฏว่า หมอยังไม่มา
ก็เลยเดินเล่นในร้าน ไปเจอหนังสือธรรมะ
เปิดอ่านไปนิดนึง อื้ม ดีแหะ ก็ขอยืมหนังสือจากเจ้าของร้านกลับมา
แล้วข้ามหน้าแรกๆ มาเลยนะ เปิดมาเจอ 

เรื่องความหมาย "เอกัคคตา" พระท่านอยากแปลว่า ไม่ขัดกัน กลมกลืนกัน
เอ้อ เอามาใช้กับหัวข้อตัวเองได้พอดี

เรื่องถัดมา "เสียงรบกวน" ตรงนี้โดน!!!

"เสียงก็ทำหน้าที่ของเสียง เราก็เกิดความไม่พอใจ เราก็ไปทะเลาะกับเสียง ไม่ชอบเสียง
มันไม่สงบเพราะไม่ถูกใจสิ่งที่เกิดขึ้น
ตราบใดที่เราอยู่ในโลกนี้ จะบังคับโลกให้ถูกใจเรา ก่อนที่เราจะยอมสงบ เออโชคดีเหอะ ..."
- หลวงพ่อชา

คือวันก่อนมีคนเปิดเพลงดังมากกกก เปิดทิ้งไว้แล้วก็หายหัวไปไหนไม่รู้ 
แล้วก็มีแค่ฉันนั่งอ่านหนังสืออยู่คนเดียวไง จะเปิดให้พ่อคุณฟังหรอ อารมณ์เสียมากกกตอนนั้น 

พออ่านเจอหน้านี้ 5555+ อะไรจะพอดีขนาดน้าน
ถ้าเมื่อเช้าหมอมาตรงเวลาก็ไม่มีโอกาสได้เจอคำสอนนี้เลยนะเนี่ย 😸

วันพุธที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2567

หลุด

แต่ก่อนก็คิดว่า ธรรมะ มักจะมีข้อจำกัดเรื่องภาษา ไม่สามารถอธิบายทุกอย่างได้ตรงหรอก
แล้วก็เข้าใจว่า เป็นแบบนั้นทั้งหมด
จนกระทั่งวันก่อน รู้สึกว่า ...


ใช่แหะ
"รู้อย่างนี้ เห็นอย่างนี้ ว่า หลุดพ้นแล้ว"
(เม เอวํ ชานโต เอวํ ปสฺสโต วิมุตฺตมิติ)

ก็เลยอยากรู้ว่า ในพระไตรปิฎก เวลาที่พูดถึง
"อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป"
จะมีข้อความช่วงนี้ยังไง ส่วนใหญ่ก็เห็นเป็นแบบนี้นะ
"หลุดพ้นเพราะรู้โดยชอบ", "หลุดพ้นจากอาสวะ"
ทั้งในทีฆนิกาย  มัชฌิมนิกาย

มันไม่ใช่ ตัดกิเลส (ฉิทนฺติ) ซึ่งส่วนใหญ่เจอในอปทานเอง หรือ ละกิเลส (ปหีน) ซึ่งส่วนใหญ่เจอในขุททกนิกาย
[แต่ก็แอบอ่านพันทิป เขาก็จะบอกว่า ความคิดนี้ผิดบ้าง เป็นมหายานบ้าง 555+ ไม่ว่ากัน]
[ซึ่งตัวเราเอง ก็ไม่กล้ายืนยันขนาดนั้น ปล่อยให้ผู้รู้ทำหน้าที่ไป ;)]

วันศุกร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

ปัญญาปารมิตาหฤทัยสูตร

อ่านหนังสือ "การพ้นทุกข์ของมหายาน" จริง ๆ ก็อ่านไม่ค่อยรู้เรื่องเลยอ่ะนะ แต่มีตรงนึง น่าสนใจดี
ความว่า

"...สู้คนอื่นไม่ได้ รู้จักไม่พอใจ แต่ถ้าใจสู้คนอื่นไม่ได้ กลับไม่รู้จักไม่พอใจ"
"...สมมติว่าเราตักเตือนว่า ขอโทษ หน้าคุณมีจุดดำอยู่ เราจะได้รับการขอบคุณ ... แต่ถ้าเราไปตักเตือนว่า ใจคุณลำเอียงไปแล้ว ... กลับจะถูกเขาเกลียดเอา"

คนเขียนยกตัวอย่างเรื่องเสริมความงาม คงเทียบได้กับพวกเรื่องรูปร่างหน้าตานั่นแหละ

ก็นั่นสินะ เห็นคนที่ฝึกจิตฝึกใจได้เก่ง ๆ เราน่าจะอยากทำตามมากกว่านี่นา 😉

วันศุกร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2566

ไม่เป็นตนเองเลย ไม่พ้นไปจากการถูกปรุงแต่งเลย

ความจริงที่ไม่เขียนอะไรเพิ่ม เพราะคิดว่า ไม่มีความจำเป็นแล้ว 
แต่เจอ คาถานี้ กระแทกใจจนต้องจดไว้


"
กายเรานี้ อ่อนแอจริงหนอ
ตนเองก็ต่ำต้อย และไม่ได้เกิดขึ้นเอง
ไม่เป็นต้นเหตุ หรือไม่เป็นอารมณ์ด้วยตนเอง
ไม่มีแก่นสารเลย และไม่พ้นไปจากการถูกปรุงแต่ง
แท้จริงแล้วมันมาจากสภาวะที่สลับซับซ้อนหลายอย่าง
"


- หนังสือ วิมุตติมรรค

วันอาทิตย์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2566

โสฬสปัญหา กับคำว่า "ธรรมเป็นศีรษะ"

คำว่า “ศีรษะ” ในข้อความที่ว่า 

“ธรรมเป็นศีรษะและธรรมเป็นเหตุให้ศีรษะตกไป” 

คิดว่าน่าจะแปลผิด และไม่สามารถสื่อความหมายได้เลย


คำนี้ ในคาถาภาษาบาลี ใช้คำว่า มุทธะ (muddha) เมื่อตรวจสอบใน PTS Dictionary มาจากคำว่า mūḷha หรือ mugdha ในภาษาสันสกฤต ซึ่งแปลว่า ความลุ่มหลง ความสับสนงุนงง ความโง่เขลา

เมื่อใช้ในความหมายนี้ก็จะได้ความว่า 

“ธรรม(/สิ่งที่)เป็นความโง่เขลาและธรรม(/สิ่งที่)เป็นเหตุให้ความโง่เขลาดับไป” 

ซึ่งสามารถสื่อความหมายได้อย่างเข้าใจ และตรงกับคำตอบของพระพุทธเจ้าที่ว่า 

“อวิชชาชื่อว่าธรรม(/สิ่งที่)เป็นความโง่เขลา 
วิชชาประกอบด้วยศรัทธา สติ สมาธิ ฉันทะ และวิริยะ 
ชื่อว่าเป็นธรรม(/สิ่งที่)เครื่องให้(/ทำให้)ความโง่เขลาดับไป”

บทความที่ได้รับความนิยม

คลังบทความของบล็อก