แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความคิดเห็น แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความคิดเห็น แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2567

หลุด

แต่ก่อนก็คิดว่า ธรรมะ มักจะมีข้อจำกัดเรื่องภาษา ไม่สามารถอธิบายทุกอย่างได้ตรงหรอก
แล้วก็เข้าใจว่า เป็นแบบนั้นทั้งหมด
จนกระทั่งวันก่อน รู้สึกว่า ...


ใช่แหะ
"รู้อย่างนี้ เห็นอย่างนี้ ว่า หลุดพ้นแล้ว"
(เม เอวํ ชานโต เอวํ ปสฺสโต วิมุตฺตมิติ)

ก็เลยอยากรู้ว่า ในพระไตรปิฎก เวลาที่พูดถึง
"อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป"
จะมีข้อความช่วงนี้ยังไง ส่วนใหญ่ก็เห็นเป็นแบบนี้นะ
"หลุดพ้นเพราะรู้โดยชอบ", "หลุดพ้นจากอาสวะ"
ทั้งในทีฆนิกาย  มัชฌิมนิกาย

มันไม่ใช่ ตัดกิเลส (ฉิทนฺติ) ซึ่งส่วนใหญ่เจอในอปทานเอง หรือ ละกิเลส (ปหีน) ซึ่งส่วนใหญ่เจอในขุททกนิกาย
[แต่ก็แอบอ่านพันทิป เขาก็จะบอกว่า ความคิดนี้ผิดบ้าง เป็นมหายานบ้าง 555+ ไม่ว่ากัน]
[ซึ่งตัวเราเอง ก็ไม่กล้ายืนยันขนาดนั้น ปล่อยให้ผู้รู้ทำหน้าที่ไป ;)]

วันเสาร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2564

เอาไว้เตือนตนเอง

บุคคลที่อยู่ในทางโลก มิควรไปกล่าวว่าบุคคลที่อยู่ในทางธรรม

บุคคลที่อยู่ในทางธรรม ก็เช่นเดียวกัน มิควรไปติติงบุคคลที่อยู่ในทางโลก

พอเรามาแตะธรรมะนิดนึงก็โพนทะนาว่าคนอื่น

พอเรารู้ธรรมะ (แต่)คนอื่นไม่รู้ 'เธอเสียเวลา เอาเวลาไปทำอะไร ทำไมไม่ไปเรียนธรรมะ'

แค่รู้ธรรมะ(เท่า)หางอึ่ง ว่าคนอื่น(เสีย)แล้ว

(ท่านจึงว่า) เรียนธรรมะแล้วเหมือนจับงูพิษที่หาง

(เพราะฉะนั้น) ไม่ต้องพูด

🍀🍀🍀

ใจมันเบื่อ อยากจะลาออก ... อย่าทำอย่างนั้นเชียวนะ

ที่มา: เรื่องที่ไกลเอามาเล่าใหม่ 1

🍀🍀🍀

เพิ่งคิดแบบเดียวกันนี้ได้ไม่นาน ก็ได้ฟังของอ.ประเสริฐพอดีเลยแหะ

สิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน แค่เพียงใบไม้หนึ่งกำมือ แต่แม้ใบไม้ใบเดียว ก็ยังไม่กล้าพูดเลยว่า ได้รู้และเข้าใจขนาดนั้นแล้ว และก็ไม่รู้ด้วยว่าที่ตัวเองรู้และเข้าใจนั้น ถูกต้อง 100% แล้วหรือยัง

ในเมื่อไม่ได้รู้ใบไม้ทั้งกำมือ ทำไมจะกล้าตัดสินว่าสิ่งที่คนอื่นรู้หรือเข้าใจนั้นผิดเล่า (เหมือนตาบอดคลำช้างไง)

อาจจะเป็นขั้นตอนและวิธีของแต่ละคน ที่จะได้เข้าถึงแก่นคำสอนของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่หรือ

วันจันทร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2564

แปลเป็นอภิธรรมได้ว่า

เคยได้ยินคนเล่ามา 2-3 ครั้งแล้วว่า นับถือคริสต์แล้วสบายใจ

Proverbs 3:5-6
Trust in the Lord with all your heart
    and lean not on your own understanding;
in all your ways submit to him,
    and he will make your paths straight.

พิจารณาตามแล้วก็เห็นว่าสบายใจดี ไม่ต้องสนใจว่าจะดีหรือร้าย ทุกอย่างที่เกิดขึ้น พระเจ้าได้กำหนดเพื่อให้เข้าใกล้พระเจ้า 
ก็ถือเป็นกุศโลบายที่ดี เพราะผลลัพธ์ที่ได้ คือ การปล่อยวาง และ ความสบายใจนั่นเอง
จะพอเปรียบเทียบเป็นอภิธรรม เรื่องการปล่อยวาง แบบนี้ได้ไหมว่า

"ผู้มีปัญญาไม่ควรคำนึงถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ควรหวังถึงสิ่งที่ยังมาไม่ถึง สิ่งใดที่ล่วงไปแล้ว สิ่งนั้นก็ละไปแล้ว สิ่งใดที่ยังไม่มาถึง สิ่งนั้นก็ยังไม่ได้ไปถึง"

ไปเจอ Quote นึง จับใจดี...

Whatever life brings you, remain thoughtful. Don't let them change the great things about you.

แปล(เอง)เป็นอภิธรรมได้ว่า 

"เมื่ออายตนะถูกกระทบ อย่าไหลไปในอารมณ์ทั้งหลายอันชอบใจ และ อย่าเดือดร้อนไปในอารมณ์ทั้งหลายอันไม่ชอบใจ"

วันศุกร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

ทุนจม

เวลาทุกนาทีตั้งแต่เกิด ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปเพื่อธรรมะได้

กว่าจะเติบโต กว่าจะรู้ภาษา ทั้งยังต้องใช้เวลาไปกับการเรียน การทำงานเพื่อหาทุนทรัพย์มาเลี้ยงตน

ต้องใช้เวลาตั้ง 35 ปี เพิ่งจะเริ่มเข้าใจ ปฏิจจสมุปบาท (อาจจะเคยเข้าใจในชาติก่อนแล้วลืม หรือเพิ่งจะมาเข้าใจในชาตินี้)

กว่าจะเข้าใจคำที่ว่า 'พาหิยะ เธอจงอย่าสนใจในรูป เห็นก็สักแต่ว่าเห็น ได้ยินก็สักแต่ว่าได้ยิน ...' คือ การตัดสายปฏิจจสมุปบาท

(กับเรื่องจิตตานุปัสสนา กับเรื่องคัมภีร์ปัฏฐาน ถึงตอนนี้ไม่กล้าพูดแล้วว่า ตัวเองรู้ธรรมะ เพราะที่รู้นั้นสะเก็ดมากๆ)

และยิ่งโอกาสจะโชคดีได้เจอพระพุทธศาสนาและครูบาอาจารย์ที่สอนถูก ยิ่งยากอีก

คิดแล้วก็เป็นการลงทุนที่เยอะมาก (มาเกิด 1 ชาติ กว่าจะรื้อฟื้นได้ แล้วไม่ขวนขวายอะไร)

หากไม่ใช้เวลาที่เหลือจากนี้ ดำเนินไปสู่เป้าหมาย ก็ยิ่งเป็นการลงทุน ที่ได้ผลไม่คุ้มค่าเอามากๆ

จึงควรรีบแสวงหาประโยชน์ อาจจะเท่าทุน หรืออาจจะได้ออกมาเป็นกำไรได้บ้าง

วันจันทร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2564

ทุกอย่างที่เกิดขึ้น มีเหตุผลเสมอ

เคยคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ทำให้ออกห่างจากธรรมะ
แต่ความจริงแล้วไม่ใช่เลย
กลับทำให้เราเข้าใกล้ เข้าใจธรรมะขึ้นกว่าเดิม

เพราะที่ผ่านมาชีวิตมันราบเรียบ
แต่ตอนนี้ ที่มีอะไรมากระทบเยอะ
จึงได้รู้ว่า อัตตายังเยอะขนาดไหน 
ยึดมั่น ถือมั่น ว่านี่คือตัวเรา ใครจะมาทำร้ายไม่ได้

อุปาทานขันธ์ 5

แม้ความไม่ชอบใจก็ไม่เที่ยง
วันนี้ไม่พอใจ แต่เดี๋ยวความรู้สึกนี้ก็หายไป
ความรู้สึกนี้ ไม่ถาวร
เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา
ไม่ควรเลยที่จะยึดถือ

ทั้งรูป(ร่างกาย)นี้ เวทนา(ความรู้สึกที่มันแกว่งอยู่ตลอดเวลา) สัญญา(นึกถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้ขึ้นมา) สังขาร(ปรุงแต่งทั้งจากเวทนา-ความรู้สึก ทั้งจากสัญญา-เรื่องที่ผุดขึ้นมา) วิญญาณ(รับรู้)

สิ่งที่ควรทำ คือ ปล่อยวาง นั่นเอง

ทุกคนที่เข้ามาในชีวิต ไม่มีมิตร ไม่มีศัตรู
แต่เขาเข้ามาสอนเรา








วันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

เหนื่อยมากแล้ว

ไปพักที่ที่หนึ่งมา แล้วเขามีสถานที่ให้เดินจงกรม

ก็นั่งนึกๆว่า ทำไมเราถึงต้องเดินจงกรมนะ

หรือการให้ไปรวมกลุ่มกันนั่งสมาธิ ดูจะไม่ใช่แนวทางของเราเลย

รู้สึกว่า ที่เราเจออยู่ทุกวี่วันเนี่ย มันเด็ดกว่านั้นเยอะ

สิ่งต่างๆที่มากระทบ มันช่างพรั่งพรู จนไม่อยากรับ ยังไม่รวมถึงความคิดที่คอยผุดขึ้นมาเนืองๆ

ก็ครึ้มอกครึ้มใจหยิบหนังสือของท่านว.วชิรเมธี ที่มีคนวางไว้มาอ่าน เจออะไรเป๊ะๆอีกแล้ว

...

ภิกษุรูปหนึ่งบวชแล้ว พบว่าพระวินัยหยุมหยิม เสี่ยงต่อการละเมิดพระวินัย จึงไปลาสิกขา

พระพุทธองค์แนะนำว่า รักษาเพียงอย่างเดียว ก็ไม่จำเป็นต้องรักษาวินัยทุกข้อ 

สิ่งนั้น คือ จิต

...

เราจึงไม่ควรบั่นทอนสติ ด้วยการตกเป็นทาส 

เราควรจะหลีกเลี่ยงจากบุคคลที่ชวนให้ขาดสติ

...

ผู้มีจิตตั้งมั่น ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริง คือ ความเกิดและความดับแห่งรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ

...

การปฏิบัติธรรมที่ถูกต้อง ต้องปฏิบัติท่ามกลางสภาวะอารมณ์ที่ไม่ถูกควบคุม 

หากแต่เป็นการปฏิบัติในชีวิตจริง ที่อะไรๆมิได้สงบอย่างที่เราถวิลหา 

แต่การครองจิตอยู่ท่ามกลางความวุ่นวายได้นี่แหละ คือตัววัดที่แท้จริง

...

เบื่อกับการต้องแสดงละครทางโลก

ฟังแล้วรู้สึกเหมือน มีคนมาชักชวนว่า 

 ... เธอเกิดความฟุ้งซ่านรำคาญใจสิ แล้วแบ่งปันมาให้เราด้วย 

 ... เธอมีราคะและอัตตาน้อยเกินไป เธอต้องมีราคะและอัตตามากกว่านี้นะ

เฮ้อ!

วันพฤหัสบดีที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2563

อรูปพรหม

เคยได้เรียนได้อ่านมาว่า

อาฬารดาบสและอุทกดาบส ไปเกิดในอรูปพรหม ไม่มีรูป ไม่มีตามองเห็น ไม่มีหูได้ยิน มีแต่จิต จึงฟังธรรมไม่ได้

อ่านแล้ว รู้สึกไม่ใช่อ่ะ ทำไมมีจิตแล้วจะสื่อสารไม่ได้
ก็ search google ไปเรื่อยๆ เจอคำอธิบายนี้ ก็น่าจะเป็นเพราะเหตุนี้มากกว่า

" จิตที่ทำกิจปฏิสนธิในอรูปพรหมภูมิ คือ  อรูปาวจรวิบาก  เมื่อทำกิจปฏิสนธิ  ก็ทำกิจภวังค์ รักษาภพชาติความเป็นพรมหบุคคลนั้นไว้    จนกว่าจะจุติ   สิ้นสุดจากความเป็นอรูปพรหมบุคคล   เพราะฉะนั้น  การรับผลของกรรมของอรูปพรหมบุคคล  จึงไม่เกี่ยวข้องกับทางตา  ทางหู  ทางจมูก  ทางลิ้น  ทางกาย  เพราะไม่มีรูปธรรมเกิดขึ้น (แม้ทางใจก็ไม่มี) "

" ขณะที่เป็นภวังค์ เป็นจิตที่เกิดขึ้นโดยไม่อาศัยทวารใด ๆ ใน ๖ ทวารเลย "

เพราะจิตอยู่ในภวังค์ จึงไม่สามารถรับรู้สื่อสารได้ (ตามความรู้ความเข้าใจตอนนี้)

วันพุธที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

มีเมตตา

การมีเมตตากับบุคคลที่เราไม่ชอบนั้นเป็นเรื่องยาก จึงสอนให้เจริญเมตตากับคนที่เรารักก่อน แล้วค่อยขยายออกไป

แต่กระนั้นก็เกรงว่า คงจะต้องใช้เวลายาวนาน กว่าจะมีเมตตากับคนทั้งหมดได้

เมื่อคืนฟังคำสอนแล้วก็ฉุกคิดได้

เมื่อเรารักตัวเองที่สุดเป็นแน่แท้แล้ว ก็อย่ายึดเอาอารมณ์โกรธเกลียดนั้นบ่อยๆนัก เพราะจะยิ่งไปเพิ่มอนุสัยกิเลส เพิ่มความเคยชินให้จิตเสียเปล่าๆ

หากต้องการมีสุคติเป็นที่ไป ปิดกั้นทุคติ ก็ทำอารมณ์จิตให้สบาย ขณะตายจะได้ทำจิตให้เป็นกุศลได้ง่ายขึ้น

อย่างนี้เราก็ได้ประโยชน์ นอกจากเราจะสามารถมีเมตตาให้คนอื่นได้แล้ว ตัวเราเองก็ได้ประโยชน์ด้วย

วันเสาร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2561

ศาลพระภูมิ

เรื่องมงคล ๓๘ คือเรื่องที่ไม่ชอบเลย

ไม่รู้สิ คงเกิดจากตอนประถม โดนโรงเรียนบังคับให้อ่านและสอบ อะไรที่เกิดจากการโดนบังคับ มันก็ทำให้เราไม่ชอบ (หลักจิตวิทยาก็คือ เมื่อโดนบังคับ เราก็จะเกิดความรู้สึกต่อต้าน)

ตอนนี้มาอ่านข้อสอบ ถามว่า "ข้อใดผิดไปจากมงคลสูตร"
เฉลย "การไหว้ศาลพระภูมิ" โดยให้เหตุผลว่า "ต้องไปอ้อนวอนกราบไหว้ศาลพระภูมิหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นการขอมงคลนอกตัว"

ยิ่งย้ำให้ไม่ชอบมงคล ๓๘ ไปใหญ่

ทำไมถึงต้องมองว่าการไหว้ คือการอ้อนวอน 

การไหว้ คือทำให้ระลึกถึง ไม่ได้หรือ

ศาลพระภูมิ แสดงถึงการเคารพพระภูมิเจ้าที่ ซึ่งท่านก็เป็นเทวดา 
การระลึกถึงเทวดา ก็คือ เทวตานุสติ ซึ่งก็เป็น 1 ในอนุสติ 10 จะไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้าได้อย่างไร

...

ว่าแล้วก็นึกไปถึงสมัยมัธยมเช่นกัน อาจารย์พาไปปฏิบัติธรรมที่วัด แล้วให้กล่าวตามว่า "ขอเกิดเป็นลูกแม่ทุกชาติไป" เด็กนักเรียนหัวดื้อคนนี้ก็ไม่กล่าว แล้วคิดในใจเป็นอย่างอื่นแทน 

ยอมให้มองว่าอกตัญญูต่อครูอาจารย์และพ่อแม่นะ แต่จะไม่อกตัญญูต่อพระพุทธเจ้าและหลวงพ่อเด็ดขาด

วันพุธที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2561

พุทธ คือ อะไร

การนับถือศาสนาพุทธ วัดกันที่ได้ไปนั่งสมาธิตามสถานที่อย่างนั้นหรือ?


********

... นางชัมพุกาเดินทางไปพบสำนักปริพาชก ถามว่า "ท่านผู้เจริญ อะไรเป็นสูงสุดแห่งการบรรพชาของท่าน" ปริพาชกตอบว่า "บุคคลกระทำบริกรรมในกสิณ ๑๐ แล้วพึงยังฌานให้บังเกิดบ้าง พึงเรียนวาทะพันหนึ่งบ้าง นี้เป็นประโยชน์สูงสุดแห่งบรรพชาของพวกเรา"

(ถึงกระนั้นก็ยังไม่ถึงที่สุดแห่งกองทุกข์) เมื่อเรียนจบวาทะพันหนึ่ง ปริพาชกก็ให้นางเที่ยวไป หาผู้สามารถกล่าวปัญหากับตนได้ จนได้พบพระสารีบุตร

พระเถระถามว่า "ทุกสรรพสิ่งในโลกล้วนมีความเป็นคู่ พระอาทิตย์คู่พระจันทร์ กลางวันคู่กลางคืน อ่อนคู่กับแข็ง สุขคู่กับทุกข์ แต่มีอยู่สิ่งเดียวที่มีเพียงหนึ่ง ไม่มีคู่เลย สิ่งนั้นคืออะไร (อะไรชื่อว่าหนึ่ง)" (สิ่งนั้นคือ พระนิพพาน นั่นเอง) 

นางชัมพุกายอมพ่ายแพ้ และขอศึกษาวิชาพุทธมนต์ พระสารีบุตรพามาหาพระผู้มีพระภาค ทรงตรัสว่า

"ผู้ใดกล่าวคาถาที่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ แม้ตั้ง ๑,๐๐๐ คาถา ผู้กล่าวคาถาที่ประกอบด้วยประโยชน์แม้เพียงคาถาเดียว ยังผู้ฟังให้สงบ ระงับได้ ชื่อว่า ประเสริฐกว่าแล"

ทั้งที่นางกำลังยืนอยู่นั้น ยังไม่ทันจะนั่งลงก็ได้บรรลุพระอรหันตผล

********

ก็บุคคลผู้มีศีลเพ่งพินิจ มีชีวิตอยู่วันเดียว ประเสริฐกว่าบุคคลผู้ทุศีล มีจิตไม่มั่นคงมีชีวิตอยู่ตั้งร้อยปี 
ก็บุคคลผู้มีปัญญาเพ่งพินิจ มีชีวิตอยู่วันเดียวประเสริฐกว่า
บุคคลผู้ไร้ปัญญามีจิตไม่มั่นคง มีชีวิตอยู่ตั้งร้อยปี
ก็บุคคลผู้ปรารภความเพียรมั่น มีชีวิตอยู่วันเดียว ประเสริฐกว่า
บุคคลผู้เกียจคร้านมีความเพียรอันเลว มีชีวิตอยู่ตั้งร้อยปี 
ก็บุคคลผู้พิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและเสื่อมไป มีชีวิตอยู่วันเดียวประเสริฐกว่า
บุคคล ผู้ไม่พิจารณาเห็นความเกิดขึ้น และความเสื่อมไปมีชีวิตอยู่ตั้งร้อยปี 
ก็บุคคลผู้พิจารณาเห็นอมตบท มีชีวิตอยู่วันเดียว ประเสริฐกว่า
บุคคลผู้ไม่พิจารณาเห็นอมตบทมีชีวิตอยู่ร้อยปี 
ก็บุคคลผู้พิจารณาเห็นธรรมอันสูงสุด มีชีวิตอยู่วันเดียวประเสริฐกว่า
บุคคลผู้ไม่พิจารณาเห็นธรรมอันสูงสุดมีชีวิตอยู่ร้อยปี



********

เธอทั้งหลายพึงศึกษาว่า เราทั้งหลายจักเป็นผู้ฉลาดในวาระจิตของตน

ดูกรภิกษุทั้งหลายการพิจารณาของภิกษุว่า เราเป็นผู้มีอภิชฌาอยู่โดยมากหรือหนอ หรือว่าเราไม่เป็นผู้มีอภิชฌาอยู่โดยมาก
เราเป็นผู้มีจิตพยาบาทอยู่โดยมากหรือหนอ หรือว่าเราไม่เป็นผู้มีจิตไม่พยาบาทอยู่โดยมาก
เราเป็นผู้อันถีนมิทธะกลุ้มรุมอยู่โดยมากหรือหนอ หรือว่าเราเป็นผู้ปราศจากถีนมิทธะอยู่โดยมาก
เราเป็นผู้ฟุ้งซ่านอยู่โดยมากหรือหนอ หรือว่าเราเป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่านอยู่โดยมาก
เราเป็นผู้มีความสงสัยอยู่โดยมากหรือหนอ หรือว่าเราเป็นผู้ข้ามพ้นความสงสัยได้โดยมาก
เราเป็นผู้โกรธอยู่โดยมากหรือหนอ หรือว่าเราเป็นผู้ไม่โกรธอยู่โดยมาก
เราเป็นผู้มีจิตเศร้าหมองอยู่โดยมากหรือหนอ หรือว่าเราเป็นผู้มีจิตไม่เศร้าหมองอยู่โดยมาก
เราเป็นผู้มีกายอันปรารภแรงกล้าอยู่โดยมากหรือหนอ หรือว่าเราเป็นผู้มีกายอันมิได้ปรารภแรงกล้าอยู่โดยมาก
เราเป็นผู้เกียจคร้านอยู่โดยมากหรือหนอ หรือว่าเราเป็นผู้ปรารภความเพียรอยู่โดยมาก
เราเป็นผู้มีจิตไม่ตั้งมั่นอยู่โดยมากหรือหนอ หรือว่าเราเป็นผู้มีจิตตั้งมั่นอยู่โดยมาก ดังนี้
ย่อมเป็นอุปการะมากในกุศลธรรมทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันแล ฯ

ภิกษุนั้นควรทำความพอใจ ความพยายาม ความอุตสาหะ ความขะมักเขม้น ความไม่ท้อถอย สติและสัมปชัญญะ ให้มีประมาณยิ่ง เพื่อละธรรมทั้งหลาย ที่เป็นบาปอกุศลเหล่านั้น ฯ

********

วันพฤหัสบดีที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2561

ปฏิจจสมุปบาท

นับเป็นธรรมอีกเรื่องที่ยังไม่ค่อยเข้าใจเช่นกัน เช่นว่า 

...เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี...

ก็เกิดความสงสัยขึ้นว่า เวทนาเกิด แต่ไม่เกิดตัณหาไม่ได้หรือ และมิใช่เพราะอวิชชา(อัตตา)หรือ จึงเกิดตัณหา

ครั้นหาคำอธิบาย ก็เหมือนจะมีแต่คัดลอกตามตำรา

ยอมรับว่า การที่จะยอมรับคำตอบของใครได้นั้น คำตอบนั้นจะต้องค่อนข้างตรงใจ เพราะคำตอบจากคนที่เข้าใจ กับจากคนที่จำได้ จะไม่เหมือนกัน 

ตอนนี้ก็พบคำอธิบาย - จากหนังสืออ.วศิน - ที่ตรงใจทีเดียว ความว่า

...

ปฏิจสมุปบาทเหมือนโซ่ 12 ห่วง ผูกคล้องไว้ หาเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุดไม่ได้ อาศัยกันเป็นเหตุเป็นผลของกันและกัน ไม่ได้เป็นเหตุของอีกอันโดยเด็ดขาด

ท่านแสดงอวิชชาเป็นตัวต้นนั้น ไว้เป็นตัวอย่าง เปรียบเหมือนสายโซ่ที่ติดกันอยู่ เลือกจับห่วงใดห่วงหนึ่งเป็นอันตั้งต้นแล้ว ย่อมเวียนมาชนห่วงเดิม

ในสายปฏิจสมุปบาท สัมพันธ์กันทุกช่วง ไม่จำเป็นต้องตามลำดับเสมอไป แม้ในช่วงที่ห่างกัน ก็เป็นเหตุเป็นผลกันได้
...

วันอาทิตย์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2561

เกิดเป็นมนุษย์นั้นยาก?

คงเป็นอีกเรื่องที่ได้ยินจนเข้าใจผิดๆมา...

ครั้นได้ยิน เรื่องการเกิดเป็นมนุษย์นั้นยาก อุปมาเหมือนทุกๆ 100 ปี เต่าตาบอดที่อยู่ในทะเล มีลมพัดทั้ง 4 ทิศ จะโผล่หัวขึ้นมา แล้วลอดห่วงนั้นได้พอดี 

ก็เหมือนเดิม ฟังแล้วยังค่อนข้างคลางแคลงใจ...

จนกระทั่งได้เจอ พาลบัณฑิตสูตร

จริงๆแล้ว พระพุทธเจ้าเปรียบด้วยเรื่องของคนพาล
ช่วยให้เกิดศรัทธาว่า ไม่มีคำสอนใดของพระพุทธเจ้าที่ขัดแย้งกับใจเลย

พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เต่าตาบอดตัวนั้นจะพึงเอาคอสวมเข้าที่ทุ่นมีบ่วงตาเดียวโน้นได้ ยังจะเร็วกว่า เรากล่าวความเป็นมนุษย์ที่คนพาลผู้ไปสู่วินิบาตคราวหนึ่งแล้วจะพึงได้ ยังยากกว่านี้ นั่นเพราะเหตุไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะในตัวคนพาลนี้ไม่มีความประพฤติธรรม ความประพฤติสงบ การทำกุศล การทำบุญ มีแต่การกินกันเอง การเบียดเบียนคนอ่อนแอ ฯ


ก็อย่าได้เข้าใจผิดคิดว่าเกิดเป็นมนุษย์นั้นง่ายหรือยาก แต่ใจความคือ ทำไมถึงกล่าวกันมาผิดเพี้ยนแบบนี้ (อีกแล้ว) หนอ

วันอาทิตย์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2560

อริยสัจ ๔ และ สติปัฏฐาน

อริยสัจ ๔ และ สติปัฏฐาน เป็นเรื่องที่ไม่เข้าใจมานาน
ยังเคยสนทนาว่า เพียงพูดว่า "อริยสัจ ๔ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค" ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าจะถึงพระนิพพานได้อย่างไร

วันนี้ก็มีความเข้าใจมากขึ้น เพราะเจอมหาสติปัฏฐานสูตร ก็ไขข้อข้องใจเรื่องสติปัฏฐานได้เป็นอย่างดี จากเคยสงสัยว่า ให้ดูกาย ยืน เดิน นั่ง นอน ดูแล้วแล้วยังไง

จริงๆแล้ว สติปัฏฐานเริ่มที่สมถะและจบที่วิปัสสนา ในพระสูตร แม้จะดูกาย เวทนา จิต ธรรม ก็มักจะจบว่า "สักว่าเป็นที่รู้ สักว่าเป็นที่อาศัย ไม่ติดอยู่ ไม่ยึดถืออะไรๆ"

ในส่วนของธรรมนั้น ก็มีอริยสัจ ๔ เป็นบทพิจารณาหนึ่ง
ธรรมะทุกหัวข้อที่พระองค์สอน ก็เป็นไปเพื่ออริยสัจ เพื่อให้เห็นตามความเป็นจริงนั่นเอง

เช่นว่า "สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง สังขารทั้งหลายเป็นทุกข์ ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา"

มีสังขารจึงมีความไม่เที่ยง เมื่อไม่เที่ยงก็เป็นทุกข์
เพราะเป็นอนัตตา ไม่ควรยึดถือเป็นเรา เป็นของเรา
ก็เห็นทั้งทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรคในคราวเดียว

จึงสรุปได้ว่า...
ไม่ใช่สอนว่า "อริยสัจ ๔ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค"
แต่ธรรมะที่พระองค์สอนนั้นแหละ คืออริยสัจ ๔


(พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร พระพุทธเจ้าสอนอะไร...
จะเรียก ธรรมะ ก็ได้ แต่จะไม่เป็นเอก เพราะสิ่งที่พระองค์สอน ไม่เคยมีใครสอนมาก่อน นั่นคือ สอนให้เห็นความจริง เป็นไปเพื่อความหลุดพ้น)

วันอาทิตย์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ทางโลก กับ ทางธรรม

ประเด็นที่ว่า 'ทางโลก กับ ทางธรรม' ไปด้วยกันได้ไหม คำตอบคงมีทั้งสองแบบ

แต่จากประสบการณ์ส่วนตัว ก็ต้องตอบว่า ทั้งสองอย่างนี้ไปด้วยกันไม่ได้

ทางโลกนั้น วิถีทางโดยทั่วไป ก็คือ ทำงาน เติบโตในหน้าที่การงาน แสวงหาให้มีกินมีใช้ และหาคู่ครอง แต่งงานมีครอบครัว มีลูกหลานต่อไป หรือเป็นผู้หญิง ถ้าจะให้ดี ก็ต้องแต่งหน้าแต่งตัว รักสวยรักงาม

แต่เมื่อสนใจทางธรรมแล้ว มันไม่อยาก หรือเรียกว่า ใจมันไม่ได้ ที่จะให้หลงรักร่างกาย หรือจะหาคู่ มันรู้สึกถึงความหนัก เพราะแค่ขันธ์ 5 ตัวเองก็ยังไม่อยากได้เลย

ขอยกตัวอย่างธรรมะมาประกอบ (ไม่ได้บอกว่าตนเองได้นะ)

บุคคลใดเมื่อเกิดนิพพิทาญาณ ก็เกิดความเบื่อหน่าย จิตเบื่อหน่ายก็คลายกำหนัด ความปรารถนาในการเกิดไม่มี ความปรารถนาในร่างกายตนเองไม่มี ความปรารถนาในร่างกายผู้อื่นไม่มี ความปรารถนาในโลกนี้ไม่มี ความปรารถนาที่จะเกิดเป็นเทวดา เป็นนางฟ้า เป็นพรหมไม่มี

...นี่คือเหตุผลที่ทั้งสองทางนี้ไปด้วยกันไม่ได้


วันเสาร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2560

พุทธพจน์?

สมัยเรียน วิชาที่ไม่ชอบนอกเหนือจากวิชาพละแล้ว ก็คือวิชาพระพุทธศาสนา เพราะไม่ชอบเนื้อหาในหนังสือเรียนเลย...

เหมือนอย่างกรณีที่มีคนกล่าวว่า 'พระพุทธเจ้าตรัสว่า พ่อแม่คือพระอรหันต์(ของลูก)'

แหม้... อย่างนี้เลิกศึกษาคำสอน เลิกปฏิบัติดีกว่า แค่มีลูกก็ได้เป็นพระอรหันต์แล้ว ดีจะตาย...


จากเท่าที่อ่านที่ศึกษามา คำสอนของพระพุทธเจ้า ยิ่งอ่านยิ่งลึกซึ้ง ยิ่งศรัทธา แต่ประโยคข้างต้นนี้ มันขัดใจมาก ไม่น่าใช่...


จึงมาลองค้นหาดู พบว่า ไม่มีในพระไตรปิฎก!


พระสูตรนั้นกล่าวว่า บิดามารดา คือ พรหมของบุตร

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สกุลใดบุตรบูชามารดาบิดาในเรือนของตน สกุลนั้นมีพรหม 
สกุลใดบุตรบูชามารดาบิดาในเรือนของตน สกุลนั้นมีบุรพาจารย์
สกุลใดบุตรบูชามารดาบิดาในเรือนของตน สกุลนั้นมีอาหุไนยบุคคล 
ดูกรภิกษุทั้งหลาย คำว่าพรหมนี้ เป็นชื่อของมารดาและบิดา 
คำว่าบุรพาจารย์นี้ เป็นชื่อของมารดาและบิดา 
คำว่าอาหุไนยบุคคลนี้ เป็นชื่อของมารดาและบิดา 

ก็เห็นเป็นจริง เพราะพ่อแม่นั้นมี เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ต่อลูก ด้วยใจบริสุทธิ์


ส่วนต้นเรื่องนั้น น่าจะมาจากนิทานจีน ที่มีผู้ออกแสวงหาพระอรหันต์ จนกระทั่งพบ พระรูปนั้นจึงบอกว่า ให้ไหว้พระอรหันต์ในบ้าน


ที่เขียนอย่างนี้ก็อย่าได้เข้าใจผิดว่า จะอกตัญญูหรืออย่างไร เรื่องความกตัญญูนั้น พระพุทธเจ้าทรงสอนเสมอ เช่น ทิศ 6 และมงคล 38

ซึ่งตรงนี้เข้าใจเจตนาของผู้กล่าวดี และเข้าใจว่าเป็นการเปรียบเทียบ แต่คงเป็นการเปรียบเทียบที่ไม่ค่อยจะตรงนัก เพราะคุณธรรมของพ่อแม่ในส่วนนี้นั้น เทียบได้กับพรหม มิใช่พระอรหันต์


แค่ไม่อยากเห็นคำสอนที่บิดเบือนไป...เท่านั้นเอง


วันจันทร์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ตัณหา

ตัณหา

ตัณหา คือ สภาพธรรมที่ยินดี พอใจ ติดข้อง

ความทะยานอยากในรูปสัมผัสอันเกิดจากความกำหนัด ความหลงใหล ความติดใจในสิ่งที่ตนเคยสัมผัสจากทวารทั้ง 5 อันเป็นอิฏฐารมณ์ คือ เป็นสิ่งน่าใคร่ น่าปรารถนา

การหลงมัวเมา ตัณหาที่เกิดขึ้นในกามคุณทั้ง 5 นำมาสู่จิตนึกทบทวน นึกใคร่หลงในสัมผัสที่เกิดขึ้น ทำให้ทะยานอยากที่จะสัมผัส และรับรู้อีกต่อไปเป็นนิจ


เวทนา - อุปาทาน - ตัณหา

จิตเป็นผู้คิดให้ได้ดีมีสุขทุกข์ขึ้น ส่วนตัณหานั้นก็ให้เกิดเห็นตาม

...พอเสวยเวทนาอย่างหนึ่งอย่างใด    เป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม ไม่สุขไม่ทุกข์ก็ตาม    เขาย่อมครุ่นคิดคํานึง ย่อมบ่นถึง ย่อมหมกใจอยู่กับเวทนานั้น

เพราะถ้ามีอุปาทาน ยึดมั่นนั่นเป็นเขา นี่เป็นเรา จึงเกิดเป็นตัณหา

แล้วก็เป็นปัจจัยให้มีภพ ชาติ ชรามรณะ, ความโศรก ความครํ่าครวญ  ความทุกข์ ความเสียใจ ความคับแค้นผิดหวัง ความเกิดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้


.....

ทีนี้ บุคคลที่บอกว่ามีความสุข เพราะได้รับความสุขทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วยึดมั่นถือมั่นว่า นี่คือตัวตนของเรา ก็เข้าใจไปว่า ความสุขนี้คือของเรา

ถ้าความทุกข์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่ของเรา ทำนองเดียวกัน ความสุขก็ไม่ใช่ของเรา

รูป จิต เจตสิก เป็นอนัตตา แล้วจะถือความสุขเป็นของเราได้อย่างไร

ทีนี้ ถ้าให้ตัด ตอนมีความสุขนี่ท่าจะยากอยู่เหมือนกัน


แล้วก็นึกไปถึงสมัยที่พระพุทธองค์เป็นเจ้าชายสิทธัตถะ

ขณะที่ท่านตัดสินใจออกบวช น่าจะเป็นช่วงที่มีความสุขสุดๆของชีวิตคนเราเลย มีพร้อมทั้งทรัพย์สินเงินทอง มีภรรยาที่จงรักภักดี และลูกชายที่เพิ่งเกิด สมบูรณ์แบบ ตามที่สังคมปรารถนา

การที่ต้องตัดใจในช่วงเวลาแบบนี้มันยากมากๆ
ไม่ได้มีใครบังคับ แต่ออกบวชด้วยกำลังใจจากพระองค์เองล้วนๆ

วันจันทร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ขันธ์ ๕

พระพุทธเจ้าสอนให้เห็นสิ่งต่างๆตามความเป็นจริง...
เคยอ่านเรื่องขันธ์ 5 รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แต่รอบนี้เห็นได้ชัดขึ้น

เหมือนกับว่า บางทีมันต้องเจอบททดสอบหน่อย จะได้รู้ตัว และจะได้มองออก ถ้าอยู่สบายๆ ก็คงไม่รู้ว่าตัวเองยังไม่ได้อะไรเลย

ตามความเข้าใจของเรา ราคะก็คงจะต้องแก้ด้วย อสุภะกรรมฐาน แต่พยายามแล้ว มันไม่หลุดแหะ

แต่มาหลุดได้จากตรงนี้

จิต คือผู้ไปรู้
อารมณ์ เป็นสิ่งที่ถูกรู้ เช่น รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส
ธรรมารมณ์ คือ เวทนา สัญญา สังขาร เป็นสิ่งที่ถูกรู้

ปกติแล้ว จิตหรือวิญญาณขันธ์ เมื่อไปรู้ ไม่ว่ารูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส หรือรู้เวทนา สัญญา สังขาร

วิญญาณขันธ์ก็จะทำงานร่วมกับเวทนา สัญญา สังขารที่เรียกว่า เจตสิก ก็จะเป็นอารมณ์ที่ถูกรู้ทันที

แต่รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสนี่ยังไกล อารมณ์ที่ใกล้จิตที่สุด คือธรรมารมณ์ คือเวทนา สัญญา สังขาร

เมื่อไปรู้สิ่งใดแล้ว จะส่งต่อเวทนา ถูกใจ ไม่ถูกใจ หรือกลางๆ ส่งต่อสัญญา คือความจำได้หมายรู้  แล้วก็คิดนึก ปรุงแต่ง เป็นสังขาร

ถ้ามีอวิชชา ก็ยึดถือว่า นี่เป็นตัวตนของเรา นั่นเป็นตัวตนของเขา ยึดถือสังขาร (ขันธ์ 5) และยึดถือวิสังขาร (ใจหรือธาตุรู้)

ถ้าเราแยกจิตกับอารมณ์ได้ขาด ก็จะหลุดพ้นจากอารมณ์ทั้งมวลได้

เมื่ออ่านแล้วพิจารณาตาม ก็เห็นเป็นขั้นเป็นตอนแบบนี้จริงๆ ก็สลัดได้

วันเสาร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2560

เจอสิ่งที่ทำให้ไม่ชอบใจอยู่เสมอ

" คิดว่าใครจะมาพูดจาให้เราขุ่นเคืองไม่ได้ เราวิเศษกว่าคนอื่น ทั้งที่ความจริงแล้ว เราก็แค่คนธรรมดา
แม้แต่พระพุทธเจ้าเมื่อยังมีพระขันธ์อยู่ ก็ยังไม่พ้นไปจากเรื่องนี้ พระองค์ก็ไม่ยินดียินร้ายเลย "

ลืมไปว่า เกิดมาต้องประสบกับสิ่งชอบใจ ไม่ชอบใจเป็นธรรมดา...


มะยันตัง ธัมมัง สุตวา เอวัง ชานามะ

พวกเราเมื่อได้ฟังธรรมนั้นแล้ว, จึงได้รู้อย่างนี้ว่า


อัปปิเยหิ สัมปะโยโค ทุกโข

ความประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รักที่พอใจ ก็เป็นทุกข์

สัพเพ ธัมมา อะนัตตาติ
ธรรมทั้งหลายทั้งปวง ไม่ใช่ตัวตน ดังนี้


เต (ตา) มะยัง โอติณณามหะ
พวกเราทั้งหลายเป็นผู้ถูกครอบงำแล้ว

โสเกหิ ปะริเทเวหิ ทุกเขหิ โทมะนัสเสหิ อุปายาเสหิ
โดยความโศก ความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายกาย
ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจทั้งหลาย

อัปเปวะนามิมัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ
อันตะกิริยา ปัญญาเยถาติ
ทำไฉนการทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้, จะพึงปรากฏชัดแก่เราได้

ตัสสะ ภะคะวะโต สาสะนัง, ยะถาสะติ, ยะถาพะลัง
มะนะสิกะโรมะ อะนุปะฏิปัชชามะ
จักทำในใจอยู่ ปฏิบัติตามอยู่ ซึ่งคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ตามสติกำลัง

อิมัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ อันตะกิริยายะ สังวัตตะตุ

จงเป็นไปเพื่อการทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ เทอญ

วันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2559

สฬายตนวรรค


ช่วงนี้เกิดความคิดขึ้นอย่างหนึ่ง 


คือ เมื่อจิตได้พบความสงบอย่างที่ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน ( จะพยายามจำอารมณ์หรือระลึกถึงอารมณ์ของจิตนั้นเนืองๆ ) มันเกิดความรู้สึกว่า ไม่มีสิ่งใดเทียบได้เลย

ความต้องการแบบโลกๆ มันก็ยิ่งเบาบาง

เช่นว่า จะมีคู่ครอง มันสัมผัสได้แต่จิตที่ฟุ้งซ่าน ถ้าให้เทียบกับความสงบ ความว่าง ความเบาของจิตแล้ว ก็ไม่มีทางที่จะเลือกแบบแรกแน่ๆ

การได้พบพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น คือที่สุดแล้ว ยิ่งได้ศึกษา ได้พบ ก็ยิ่งยึดมั่นในคำสอน ความสงบความสุขที่ได้จากตรงนี้ ไม่มีอะไรมาเปลี่ยนให้ออกไปทางอื่นได้

...........

... รูปทั้งหลายที่พึงรู้แจ้งด้วยจักษุ อันน่าปรารถนา
น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ชักให้ใคร่ ชวนให้กำหนัด มีอยู่ 

ถ้าภิกษุไม่ยินดี ไม่กล่าวสรรเสริญ ไม่พัวพันรูปนั้น 

เรากล่าวว่า เมื่อภิกษุนั้นไม่ยินดี ไม่กล่าว สรรเสริญ ไม่พัวพันรูปนั้น ความเพลินก็ดับไป 

เพราะความเพลินดับไป ทุกข์จึงดับ ฯลฯ 

... ธรรมารมณ์ที่พึงรู้แจ้งด้วยใจ อันน่าปรารถนา
น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ชักให้ใคร่ ชวนให้กำหนัด มีอยู่ 

ถ้าภิกษุไม่ยินดี ไม่กล่าวสรรเสริญ ไม่พัวพันธรรมารมณ์นั้น 

เรากล่าวว่า เมื่อภิกษุนั้นไม่ยินดี ไม่กล่าวสรรเสริญ ไม่พัวพันธรรมารมณ์นั้น ความเพลินก็ดับไป 

เพราะความเพลินดับไป ทุกข์จึงดับ 

ด้วยประการฉะนี้ เธอนั้นจึงไม่ห่างไกลจากธรรมวินัยนี้ ฯ

สฬายตนวรรค

...........

วันเสาร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2559

กำหนดความรู้สึก

ได้อ่านหนังสืออยู่เรื่อยๆ และอยากบันทึกข้อความเนื้อหาที่ตรงใจ ณ ตอนนี้
ส่วนข้อความจะผิดหรือถูกอย่างไรนั้น ไม่สามารถยืนยันได้ เพราะรู้เท่าที่ตัวเองมีประสบการณ์เท่านั้น


  • กำหนดความไม่รังเกียจ ด้วยเมตตา หรือความเป็นธาตุ
  • กำหนดความรังเกียจ โดยเห็นเป็นสิ่งไม่งาม หรือไม่เที่ยง
  • เมื่อได้ผ่านการฝึกฝนอบรมจิตดีแล้ว ย่อมสามารถบังคับความรู้สึกของตนเองได้ดี

ข้อสุดท้ายนี้ ก็เคยอ่านข้อถกเถียงกันไปมาวุ่นวาย แต่ด้วยประสบการณ์ตนเองแล้ว ตามใจความ ก็เห็นว่าเป็นความจริง

  • จิตไม่ยินดี ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะราคะ
  • จิตไม่มุ่งร้าย ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะพยาบาท
  • จิตอันความคิดเห็นไม่อาศัย ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะความคิดเห็น
  • จิตหลุดพ้น ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะกามราคะ
  • จิตไม่เกาะเกี่ยว ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะกิเลส
  • จิตที่กำหนดด้วยศรัทธา ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะความเป็นผู้ไม่ศรัทธา

บางส่วนจากมูล 16 ภูมิแห่งฤทธิ์

บทความที่ได้รับความนิยม

คลังบทความของบล็อก