วันอาทิตย์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2561

ทุกขสมุทัย

ธรรมดาคนเราเกิดมาในโลกนี้ ให้เกิดมีความพยายามขวนขวายวุ่นวาย


ให้ได้มาซึ่งอารมณ์ที่น่ายินดีน่าปรารถนาทั้งสิ้น

จริงไหม?

สู้อุตส่าห์เหนื่อยกาย เหนื่อยใจ ยากลำบาก ได้รับความทุกข์ต่างๆนานา

ก็เพื่อให้ได้ความพอใจ ในรูปบ้าง ในเสียงบ้าง ในกลิ่นบ้าง ในรสบ้าง ในสัมผัสบ้าง ในอารมณ์บ้าง

แต่หารู้ไม่ว่า อยู่ภายใต้อำนาจของตัณหา คือ ความปรารถนา ความยินดี คิดว่าจะนำความสุขมาให้



กิเลส ความอยาก อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ
เมื่อได้สิ่งนั้นมา ก็หมกมุ่นพัวพันติดอยู่ อยากอยู่นั่นเอง
หรือเมื่อไม่ได้ ก็เศร้าโศกเสียใจ



กิเลสวัฏฏ คือ วนเวียนในเครื่องเศร้าหมองเร่าร้อน ได้แก่ อวิชชา ตัณหา และ อุปาทาน เมื่อกิเลสเกิดขึ้นแล้วย่อมเป็นเหตุให้ทำกรรม

กัมมวัฏฏ คือ วนเวียนในการกระทำตามอำนาจของกิเลส อันหมายถึงตัวเจตนา ซึ่งเมื่อได้กระทำกรรมแล้ว ย่อมเป็นเหตุให้เกิดวิบาก คือได้ผลของกรรมที่ได้กระทำนั้น

วิปากวัฏฏ คือ วนเวียนในวิบากที่เป็นผลของกรรม
เมื่อยังมีความยินดียินร้ายในสิ่งที่ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก่อให้เกิดกิเลสต่อไปอีก เป็นเหตุให้กระทำกรรมที่เป็นอกุศลกรรมบ้าง กุศลกรรมบ้าง หมุนวนอยู่อย่างนี้ไม่มีที่สิ้นสุด

- ย่อจาก โพธิธรรมทีปนี, ไตรลักษณ์และปฏิจจสมุปบาท

มีโอกาสได้ตัดภพตัดชาติแล้ว อย่าเกิดมาแล้วก็ตายไป 
โดยไม่ได้เข้าใกล้พระนิพพานมากขึ้นเลย


วันพฤหัสบดีที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2561

ปฏิจจสมุปบาท

นับเป็นธรรมอีกเรื่องที่ยังไม่ค่อยเข้าใจเช่นกัน เช่นว่า 

...เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี...

ก็เกิดความสงสัยขึ้นว่า เวทนาเกิด แต่ไม่เกิดตัณหาไม่ได้หรือ และมิใช่เพราะอวิชชา(อัตตา)หรือ จึงเกิดตัณหา

ครั้นหาคำอธิบาย ก็เหมือนจะมีแต่คัดลอกตามตำรา

ยอมรับว่า การที่จะยอมรับคำตอบของใครได้นั้น คำตอบนั้นจะต้องค่อนข้างตรงใจ เพราะคำตอบจากคนที่เข้าใจ กับจากคนที่จำได้ จะไม่เหมือนกัน 

ตอนนี้ก็พบคำอธิบาย - จากหนังสืออ.วศิน - ที่ตรงใจทีเดียว ความว่า

...

ปฏิจสมุปบาทเหมือนโซ่ 12 ห่วง ผูกคล้องไว้ หาเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุดไม่ได้ อาศัยกันเป็นเหตุเป็นผลของกันและกัน ไม่ได้เป็นเหตุของอีกอันโดยเด็ดขาด

ท่านแสดงอวิชชาเป็นตัวต้นนั้น ไว้เป็นตัวอย่าง เปรียบเหมือนสายโซ่ที่ติดกันอยู่ เลือกจับห่วงใดห่วงหนึ่งเป็นอันตั้งต้นแล้ว ย่อมเวียนมาชนห่วงเดิม

ในสายปฏิจสมุปบาท สัมพันธ์กันทุกช่วง ไม่จำเป็นต้องตามลำดับเสมอไป แม้ในช่วงที่ห่างกัน ก็เป็นเหตุเป็นผลกันได้
...

วันอาทิตย์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2561

เกิดเป็นมนุษย์นั้นยาก?

คงเป็นอีกเรื่องที่ได้ยินจนเข้าใจผิดๆมา...

ครั้นได้ยิน เรื่องการเกิดเป็นมนุษย์นั้นยาก อุปมาเหมือนทุกๆ 100 ปี เต่าตาบอดที่อยู่ในทะเล มีลมพัดทั้ง 4 ทิศ จะโผล่หัวขึ้นมา แล้วลอดห่วงนั้นได้พอดี 

ก็เหมือนเดิม ฟังแล้วยังค่อนข้างคลางแคลงใจ...

จนกระทั่งได้เจอ พาลบัณฑิตสูตร

จริงๆแล้ว พระพุทธเจ้าเปรียบด้วยเรื่องของคนพาล
ช่วยให้เกิดศรัทธาว่า ไม่มีคำสอนใดของพระพุทธเจ้าที่ขัดแย้งกับใจเลย

พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เต่าตาบอดตัวนั้นจะพึงเอาคอสวมเข้าที่ทุ่นมีบ่วงตาเดียวโน้นได้ ยังจะเร็วกว่า เรากล่าวความเป็นมนุษย์ที่คนพาลผู้ไปสู่วินิบาตคราวหนึ่งแล้วจะพึงได้ ยังยากกว่านี้ นั่นเพราะเหตุไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะในตัวคนพาลนี้ไม่มีความประพฤติธรรม ความประพฤติสงบ การทำกุศล การทำบุญ มีแต่การกินกันเอง การเบียดเบียนคนอ่อนแอ ฯ


ก็อย่าได้เข้าใจผิดคิดว่าเกิดเป็นมนุษย์นั้นง่ายหรือยาก แต่ใจความคือ ทำไมถึงกล่าวกันมาผิดเพี้ยนแบบนี้ (อีกแล้ว) หนอ

วันอังคารที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2560

มธุปิณฑิกสูตร

จักขุวิญญาณเกิดขึ้นเพราะอาศัยตาและรูป
เมื่อทั้งสามสิ่งนี้มาประชุมกัน จึงเกิดผัสสะ
เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา
บุคคลเสวยเวทนาอันใด ก็จำเวทนาอันนั้น
บุคคลจำเวทนาอันใด ก็ตรึกถึงเวทนาอันนั้น
บุคคลตรึกถึงเวทนาอันใด ก็ปรุงแต่งเนิ่นช้าอยู่ที่เวทนาอันนั้น
บุคคลปรุงแต่งเนิ่นช้าที่เวทนาอันใด สัญญาเครื่องเนิ่นช้า อันเกิดจากการปรุงแต่งเกี่ยวกับรูปทั้งหลายที่พึงจะรู้ได้ด้วยตา -ไม่ว่าจะเป็นอดีตก็ดี เป็นอนาคตก็ดี เป็นปัจจุบันก็ดี- ก็จะครอบงำบุรุษ


*สัญญาเครื่องเนิ่นช้า (ปปัญจะ) หมายถึง กิเลสที่ทำให้คิดปรุงแต่งยืดเยื้อ ด้วยอำนาจแห่งตัณหา มานะ ทิฏฐิ ต่างๆ

วันอาทิตย์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2560

อริยสัจ ๔ และ สติปัฏฐาน

อริยสัจ ๔ และ สติปัฏฐาน เป็นเรื่องที่ไม่เข้าใจมานาน
ยังเคยสนทนาว่า เพียงพูดว่า "อริยสัจ ๔ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค" ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าจะถึงพระนิพพานได้อย่างไร

วันนี้ก็มีความเข้าใจมากขึ้น เพราะเจอมหาสติปัฏฐานสูตร ก็ไขข้อข้องใจเรื่องสติปัฏฐานได้เป็นอย่างดี จากเคยสงสัยว่า ให้ดูกาย ยืน เดิน นั่ง นอน ดูแล้วแล้วยังไง

จริงๆแล้ว สติปัฏฐานเริ่มที่สมถะและจบที่วิปัสสนา ในพระสูตร แม้จะดูกาย เวทนา จิต ธรรม ก็มักจะจบว่า "สักว่าเป็นที่รู้ สักว่าเป็นที่อาศัย ไม่ติดอยู่ ไม่ยึดถืออะไรๆ"

ในส่วนของธรรมนั้น ก็มีอริยสัจ ๔ เป็นบทพิจารณาหนึ่ง
ธรรมะทุกหัวข้อที่พระองค์สอน ก็เป็นไปเพื่ออริยสัจ เพื่อให้เห็นตามความเป็นจริงนั่นเอง

เช่นว่า "สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง สังขารทั้งหลายเป็นทุกข์ ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา"

มีสังขารจึงมีความไม่เที่ยง เมื่อไม่เที่ยงก็เป็นทุกข์
เพราะเป็นอนัตตา ไม่ควรยึดถือเป็นเรา เป็นของเรา
ก็เห็นทั้งทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรคในคราวเดียว

จึงสรุปได้ว่า...
ไม่ใช่สอนว่า "อริยสัจ ๔ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค"
แต่ธรรมะที่พระองค์สอนนั้นแหละ คืออริยสัจ ๔


(พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร พระพุทธเจ้าสอนอะไร...
จะเรียก ธรรมะ ก็ได้ แต่จะไม่เป็นเอก เพราะสิ่งที่พระองค์สอน ไม่เคยมีใครสอนมาก่อน นั่นคือ สอนให้เห็นความจริง เป็นไปเพื่อความหลุดพ้น)

วันศุกร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

พระพุทธเจ้าสอนอะไร

...สัจจวิภังคสูตร...


พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธ ได้ประกาศธรรมจักรอันไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า อันสมณะ หรือพราหมณ์ หรือเทวดา หรือมาร หรือพรหม หรือใครๆ ในโลก ยังไม่เคยประกาศ  ได้แก่ อริยสัจ ๔ คือ ทุกขอริยสัจ ทุกขสมุทัยอริยสัจ ทุกขนิโรธอริยสัจ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ...


ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวดังนี้ว่า ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ก็ทุกขอริยสัจเป็นไฉน คือ ชาติก็เป็นทุกข์ ชราก็เป็นทุกข์ มรณะก็เป็นทุกข์ โสกะปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส และอุปายาส ก็เป็นทุกข์ ความไม่ได้สมปรารถนาก็เป็นทุกข์ โดยประมวลแล้ว อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ ฯ

ก็ชาติเป็นไฉน ได้แก่ ความเกิด ความเกิดพร้อม ความหยั่งลง ความบังเกิด ความบังเกิดเฉพาะ ความปรากฏแห่งขันธ์ ความได้เฉพาะซึ่งอายตนะ ในหมู่สัตว์นั้นๆ ของสัตว์ทั้งหลายนั้นๆ นี้เรียกว่าชาติ ฯ

ก็ชราเป็นไฉน ได้แก่ ความแก่ ความคร่ำคร่า ความเป็นผู้มีฟันหัก มีผมหงอก มีหนังย่น ความเสื่อมอายุ ความหง่อมแห่งอินทรีย์ในหมู่สัตว์นั้นๆ ของสัตว์ทั้งหลายนั้นๆ นี้เรียกว่าชรา ฯ

ก็มรณะเป็นไฉน ได้แก่ ความจุติ ความเคลื่อนไป ความแตก ความอันตรธาน ความตาย ความมรณะ การทำกาละ ความสลายแห่งขันธ์ ความทอดทิ้งร่าง ความขาดชีวิตินทรีย์ จากหมู่สัตว์
นั้นๆ ของสัตว์ทั้งหลายนั้นๆ นี้เรียกว่ามรณะ ฯ

ก็โสกะเป็นไฉน ได้แก่ ความโศก ความเศร้า ความเหี่ยวแห้งใจ ความเหี่ยวแห้งภายใน ความเหี่ยวแห้งรอบในภายใน ของบุคคลผู้ประจวบกับความพิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง อันเหตุแห่งทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งถูกต้องแล้ว นี้เรียกว่าโสกะ ฯ

ก็ปริเทวะเป็นไฉน ได้แก่ ความรำพัน ความร่ำไร กิริยารำพัน กิริยาร่ำไร ลักษณะที่รำพัน ลักษณะที่ร่ำไร ของบุคคลที่ประจวบกับความพิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง อันเหตุแห่งทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งถูกต้องแล้ว นี้เรียกว่าปริเทวะ ฯ

ก็ทุกขะเป็นไฉน ได้แก่ ความลำบากกาย ความไม่สบายกาย ความเสวยอารมณ์ที่ลำบาก ที่ไม่สบาย อันเกิดแต่สัมผัสทางกาย นี้เรียกว่าทุกขะ ฯ

ก็โทมนัสเป็นไฉน ได้แก่ ความลำบากใจ ความไม่สบายใจ ความเสวยอารมณ์ที่ลำบาก ที่ไม่สบาย อันเกิดแต่สัมผัสทางใจ นี้เรียกว่าโทมนัส ฯ

ก็อุปายาสเป็นไฉน ได้แก่ ความคับใจ ความแค้นใจ ลักษณะที่คับใจ ลักษณะที่แค้นใจ ของบุคคลผู้ประจวบกับความพิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง อันเหตุแห่งทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งถูกต้องแล้ว นี้เรียกว่า
อุปายาส ฯ

ก็ความไม่ได้สมปรารถนาเป็นทุกข์เป็นไฉน ได้แก่
- สัตว์ทั้งหลายผู้มีความเกิดเป็นธรรมดา เกิดความปรารถนาขึ้นอย่างนี้ว่า โอหนอ ขอเราอย่าต้องเกิดเป็นธรรมดา และความเกิดอย่าพึงมาถึงเราเลย อันข้อนี้ ใครๆ จะสำเร็จตามความปรารถนาไม่ได้เลย แม้นี้ก็ชื่อว่า ความไม่ได้สมปรารถนาเป็นทุกข์
- สัตว์ทั้งหลายผู้มีความแก่เป็นธรรมดา เกิดความปรารถนาขึ้นอย่างนี้ว่า โอหนอ ขอเราอย่าต้องแก่เป็นธรรมดา และความแก่อย่าพึงมาถึงเราเลย อันข้อนี้ ใครๆ จะสำเร็จตามความปรารถนาไม่ได้เลย แม้นี้ก็ชื่อว่าความไม่ได้สมปรารถนาเป็นทุกข์
- สัตว์ทั้งหลายผู้มีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา เกิดความปรารถนาขึ้นอย่างนี้ว่า โอหนอ ขอเราอย่าต้องเจ็บไข้เป็นธรรมดา และความเจ็บไข้อย่าพึงมาถึงเราเลย อันข้อนี้ ใครๆ จะสำเร็จตามความปรารถนาไม่ได้เลย แม้นี้ก็ชื่อว่า ความไม่ได้สมปรารถนาเป็นทุกข์
- สัตว์ทั้งหลายผู้มีความตายเป็นธรรมดา เกิดความปรารถนาขึ้นอย่างนี้ว่า โอหนอ ขอเราอย่าต้องตายเป็นธรรมดา และความตายอย่าพึงมาถึงเราเลย อันข้อนี้ ใครๆ จะสำเร็จตามความปรารถนาไม่ได้เลย แม้นี้ก็ชื่อว่า ความไม่ได้สมปรารถนาเป็นทุกข์
- สัตว์ทั้งหลายผู้มีโสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส และอุปายาสเป็นธรรมดา เกิดความปรารถนาขึ้นอย่างนี้ว่า โอหนอ ขอเราอย่าต้องมีโสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส และอุปายาสเป็นธรรมดา และโสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส และอุปายาสอย่าพึงมาถึงเราเลย อันข้อนี้ ใครๆ จะสำเร็จตามความปรารถนาไม่ได้เลย แม้นี้ก็ชื่อว่า ความไม่ได้สมปรารถนาเป็นทุกข์ ฯ

ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ก็โดยประมวลแล้ว อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์เป็นไฉน คืออย่างนี้ อุปาทานขันธ์คือรูป คือเวทนา คือสัญญา คือสังขาร คือวิญญาณ เหล่านี้ชื่อว่า โดยประมวลแล้ว อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ ฯ


ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ก็ทุกขสมุทัยอริยสัจเป็นไฉน ได้แก่ ตัณหาที่นำไปสู่ภพใหม่ สหรคตด้วยความกำหนัด ด้วยอำนาจความยินดี อันมีความเพลิดเพลินในอารมณ์นั้นๆ คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหานี้เรียกว่า ทุกขสมุทัยอริยสัจ ฯ


ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ก็ทุกขนิโรธอริยสัจเป็นไฉน ได้แก่ ความดับด้วยอำนาจคลายกำหนัดไม่มีส่วนเหลือ ความสละ ความสลัดคืน ความปล่อย ความไม่มีอาลัย ซึ่งตัณหานั้นนั่นแล นี้เรียกว่า ทุกขนิโรธอริยสัจ ฯ


ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ก็ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจเป็นไฉน ได้แก่ มรรคมีองค์ ๘ อันประเสริฐนี้แล ซึ่งมีดังนี้ (๑) สัมมาทิฐิ (๒) สัมมาสังกัปปะ (๓) สัมมาวาจา (๔) สัมมากัมมันตะ (๕) สัมมาอาชีวะ (๖) สัมมาวายามะ (๗) สัมมาสติ (๘) สัมมาสมาธิ ฯ

ก็สัมมาทิฐิเป็นไฉน ได้แก่ ความรู้ในทุกข์ ความรู้ในทุกขสมุทัย ความรู้ในทุกขนิโรธ ความรู้ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทานี้เรียกว่าสัมมาทิฐิ ฯ

ก็สัมมาสังกัปปะเป็นไฉน ได้แก่ ความดำริในเนกขัมมะ ความดำริในอันไม่พยาบาท ความดำริในอันไม่เบียดเบียน นี้เรียกว่าสัมมาสังกัปปะ ฯ

ก็สัมมาวาจาเป็นไฉน ได้แก่ เจตนา เป็นเครื่องงดเว้นจากพูดเท็จ จากพูดส่อเสียด จากพูดคำหยาบ จากเจรจาเพ้อเจ้อนี้เรียกว่า สัมมาวาจา ฯ

ก็สัมมากัมมันตะเป็นไฉน ได้แก่ เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากปาณาติบาต จากอทินนาทาน จากกาเมสุมิจฉาจาร นี้เรียกว่าสัมมากัมมันตะ ฯ

ก็สัมมาอาชีวะเป็นไฉน คือ อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ละมิจฉาชีพแล้ว สำเร็จความเป็นอยู่ด้วยสัมมาชีพ นี้เรียกว่าสัมมาอาชีวะ ฯ

ก็สัมมาวายามะเป็นไฉน คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมให้เกิดฉันทะ พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิต ตั้งจิตไว้ เพื่อไม่ให้อกุศลธรรมอันลามกที่ยังไม่เกิดได้เกิดขึ้น ๑ เพื่อละอกุศลธรรมอันลามกที่เกิดขึ้นแล้วเสีย ๑ เพื่อให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นได้เกิดขึ้น ๑ เพื่อความตั้งมั่น ไม่ฟั่นเฝือ เพิ่มพูน ไพบูลย์ เจริญ และบริบูรณ์ของกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ๑ นี้เรียกว่าสัมมาวายามะ ฯ

ก็สัมมาสติเป็นไฉน คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นผู้พิจารณาเห็นกายในกาย มีความเพียร รู้สึกตัว มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้อยู่ เป็นผู้พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนา ... เป็นผู้พิจารณาเห็นจิตในจิต ... เป็นผู้พิจารณาเห็นธรรมในธรรม มีความเพียร รู้สึกตัว มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้อยู่ นี้เรียกว่าสัมมาสติ ฯ

ก็สัมมาสมาธิเป็นไฉน คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม เข้าปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุข เกิดแต่วิเวกอยู่ เข้าทุติยฌาน ... อยู่ เป็นผู้วางเฉย เพราะหน่ายปีติ มีสัมปชัญญะอยู่ และเสวยสุขด้วยนามกาย เข้าตติยฌาน ... อยู่ เข้าจตุตถฌาน ... อยู่นี้เรียกว่าสัมมาสมาธิ ฯ

ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย นี้เรียกว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ ฯ


ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธ ได้ทรงประกาศธรรมจักรอันไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า อันสมณะ หรือพราหมณ์ หรือเทวดา หรือมาร หรือพรหม หรือใครๆ ในโลก ยังไม่เคยประกาศ ได้แก่ อริยสัจ ๔ นี้ ฯ


วันอาทิตย์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

เวทนา

...ความย่อ...


พระโมคคัลลานะทูลถามว่า ด้วยข้อปฏิบัติอย่างไร ภิกษุจึงได้ชื่อว่าน้อมไปแล้วในธรรมเป็นที่สิ้นตัญหา มีความสำเร็จอย่างยิ่ง เกษมจากโยคะธรรมอย่างยิ่ง ...


พระบรมศาสดาตรัสตอบว่า โมคคัลานะ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ได้สดับว่า ธรรมทั้งปวงอันใครๆไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ครั้นได้สดับดังนี้แล้ว เธอทราบธรรมทั้งปวงด้วยปัญญาอันยิ่ง ครั้นทราบธรรมทั้งปวงชัดอย่างนี้แล้ว ย่อมกำหนดรู้ธรรมทั้งปวง ครั้นกำหนดรู้ธรรมทั้งปวงแล้ว ว่าเธอได้เสวยเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง จะเป็นสุขก็ดี จะเป็นทุกข์ก็ดี ไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์ก็ดี ย่อมพิจารณาเห็นว่า เป็นของไม่เที่ยง เมื่อเป็นดังนี้ เธอย่อมมีปัญญาในทางเบื่อหน่าย ในทางดับ ในทางสละคืนซึ่งเวทนา คือความรู้สึกในอารมณ์ทั้งปวง เมื่อเป็นดังนี้ เธอย่อมไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดๆในโลก เมื่อไม่ยึดมั่น ย่อมไม่สะดุ้งหวาดหวั่น ย่อมดับกิเลสได้เฉพาะตน เพราะทราบชัดว่า ความเกิดสิ้นแล้ว พรมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นที่จะทำให้เป็นอย่างนี้ไม่มีอีกแล้ว ...


ดูกรโมคคัลลานะ โอวาทที่ว่า ธรรมทั้งหลายทั้งปวงอันบุคคลไม่ควรยึดมั่นถือมั่นนั้น เป็นหัวใจสำคัญของพระพุทธศาสนา เป็นยอดของธรรมอันเป็นไปเพื่อความดับทุกข์ โดยไม่มีเชื้อเหลือ คือความดับทุกข์โดยสิ้นเชิง อนุปาทาปรินิพาน


สิ่งใดที่บุคคลเข้าไปยึดมั่นแล้ว จะไม่ก่อให้เกิดทุกข์นั้น หามีไม่ แต่โลกนี้มีเหยี่อล่อ เพื่อให้ผู้ไม่รู้เท่าทันติดอยู่ สยบอยู่ หมกมุ่นพัวพันอยู่ และโลกก็นำทุกข์นั้นเจือลงไป แทรกซึมลงไว้ ในสิ่งที่บุคคลติดอยู่ หมกมุ่นพัวพันอยู่นั่นเอง โลกนี้พร่องอยู่เป็นนิจ ใครขวนขวายปรารถนาในอารมณ์โลก ก็เหมือนกับการตักน้ำไปเทรดทะเลทราย หรือการขนน้ำลงไปเทลงในมหาสมุทร เหนื่อยแรงเปล่า ชาวโลกจึงมีความเร่าร้อนดิ้นรน เพื่อให้เต็มปราถนา แต่ก็หาสำเร็จไม่ ยิ่งดื่มอารมณ์โลก ทุกข์เวทนาอย่างโลกๆ ก็ดูเหมือนว่า จะเพิ่มความอยากให้มากขึ้น เหมือนดื่มน้ำเค็ม ยิ่งดื่มยิ่งกระหาย หรือเหมือนคนที่เกาแผลคัน ยิ่งเกายิ่งคัน ยิ่งคันยิ่งเกา วนเวียนอยู่อย่างนั้น สู้คนที่พยายามรักษาแผลให้หาย แล้วไม่ต้องเกาไม่ได้ เป็นการดับที่ต้นเหตุอย่างแท้จริง


บทความที่ได้รับความนิยม

คลังบทความของบล็อก