วันอาทิตย์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2556

พบอาจารย์

เคยคิดมานานแล้วหลายปี ว่าขอให้ได้พบอาจารย์ที่สามารถตอบคำถามได้ โดยที่เราไม่ต้องพูดออกมา
วันนี้ได้เจอกับตัวเองแล้ว เหมือนท่านรู้เลย ทึ่งจริงๆ นับว่าเรายังมีบุญวาสนา ที่ชีวิตนี้ได้พบพระที่ไม่ธรรมดา...

ในชีวิตนี้ก็ได้มีโอกาสทำบุญ ทำสังฑทาน กับพระที่ไม่ธรรมดาถึงหลายท่านด้วยกันนะ

วันพุธที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2556

เกร็ดพระวินัย

อกุศลจิต มี 3 ประเภท

1.  โลภมูลจิต     จิตซึ่งมี โลภะ เป็นมูลเหตุ
2.  โทสมูลจิต     จิตซึ่งมี โทสะ เป็นมูลเหตุ
3.  โมหมูลจิต     จิตซึ่งมี โมหะ เป็นมูลเหตุ  โมหะ (ความไม่รู้) เกิดกับจิตทุกดวง หมายถึงว่า โลภมูลจิต เกิดจาก โมหเหตุ และโลภเหตุ โทสมูลจิต ก็เกิดจาก โมหเหตุ และ โทสเหตุ  เพราะความไม่รู้ตามความเป็นจริง จึงนำไปสู่ความโลภ และความโกรธ



โลภมูลจิต มี 8 ดวง มาจากการแบ่งด้วย 3 นัยยะ นัยยะ ละ 2 แบบ

นัยยะ1:  4 ดวง  เกิดร่วมกับความเห็นผิด (ทิฏฺฐิคตสมฺปยุตฺต) อีก 4 ดวง  ไม่เกิดร่วมกับความเห็นผิด (ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺ)

นัยยะ 2: เวทนา ที่เกิดพร้อมกับโลภมูลจิต อาจเป็น โสมนัสเวทนา   หรือ อุเบกขาเวทนา แต่โทมนัสเวทนาจะไม่เกิดกับโลภมูลจิต ดังนั้น โลภมูลจิต 8 ดวง 4 ดวง เกิดร่วมกับโสมนัสเวทนา 4 ดวง เกิดร่วมกับอุเบกขาเวทนา

นัยยะ 3: เป็น อสังขาริก   (ไม่มีการชักจูง)  หรือ สสังขาริก (มีการชักจูง)


โลภะแบ่งเป็นระดับขั้น: ขั้นหยาบ  ขั้นกลาง   และ ขั้นละเอียด
เป็นเหตุให้ทำสิ่งที่ธรรมดาที่สุดบ่อยๆในชีวิตประจำวัน เช่น ขณะที่อยากยืน อยากหยิบจับอะไรๆ
ขั้นละเอียดเกิดขึ้นเมื่อชื่นชอบกลิ่นหอม หรือเพลงเพราะๆ


ถึงตรงนี้จึงทำให้รู้ว่า พระวินัย ไม่ได้บัญญัติไว้เพื่อความสำรวมสำหรับพระภิกษุอย่างที่เคยเข้าใจเท่านั้น 
แต่เพื่อให้ระลังโลภะขั้นละเอียดด้วย 
ดังใน ปาจิตตีย์  92 (แปลตามตัวอักษรว่า การละเมิดอันยังกุศลให้ตก เป็นอาบัติหมวดหนึ่งในลหุกาบัติ (อาบัติเบา)) ที่ห้ามภิกษุพูดปด ห้ามล้อเลียนพระภิกษุอื่น ห้ามเล่นในน้ำ เป็นต้น 
ก็เนื่องมาจากว่า การกระทำเหล่านี้เกิดจากอกุศลจิต นั่นเอง



วันพฤหัสบดีที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

พระอภิธรรม

เมื่อก่อน ความเข้าใจในพระไตรปิฎก มีเพียงว่า

1. พระวินัยปิฎก เกี่ยวกับวินัย
2. พระสุตตันตปิฎก เกี่ยวกับประวัติบุคคล
3. พระอภิธรรมปิฎก เป็นธรรมะ คำสอนล้วนๆ

ก็เข้าใจเพียงแค่นั้น

จนเมื่อได้มาอ่านหนังสือนิยายวิทยาศาสตร์ผสมธรรมะ เรื่อง "อมตะ" จุดประเด็นให้ค้นคว้าเรื่องจิต และ เจตสิก จึงรู้ว่า

จิต เป็นคำสอนพื้นฐานในพระอภิธรรมปิฎก

จริงๆแล้ว จิต มีความสำคัญถึงเพียงนี้เชียว

---------------------------------------------------------------------

คำพูดจากตัวละครที่ยังจำติดใจจนถึงตอนนี้
  • ยังเห็นว่าใครคือเราอยู่ไหม

  • แค่ตามดูการเคลื่อนไหวของร่างกาย ก็จะเห็นความทุกข์
---------------------------------------------------------------------

วิปัสสนา หมายถึงการเห็นสิ่งต่างๆตามความเป็นจริง เป็นไปเพื่อความหลุดพ้น 
พระอภิธรรม อธิบายถึงสภาวะธรรม ก็เป็นไปเพื่อความหลุดพ้น
การศึกษาพระอภิธรรม จึงช่วยเกื้อหนุนการทำวิปัสสนาให้เข้าใจยิ่งขึ้น

หนังสือที่ทำให้เปลี่ยนความคิดเรื่องการใช้ชีวิตอย่างสิ้นเชิง 
ก็คือหนังสือ "เราจะเข้าถึงธรรมได้อย่างไร" ของพระสุพรหมยานเถร ที่เน้นวิปัสสนากรรมฐาน

วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

อัตตนา โจทยัตตานัง

"พระพุทธเจ้าตรัสว่า อัตตนา โจทยัตตานัง จงเตือนตนไว้เสมอ และจงโจทย์ตน กล่าวโทษตนไว้เป็นปกติ หาความชั่วของตัว อย่าไปหาความชั่วของบุคคลอื่น ถ้าเลวมากเมื่อไหร่ เราก็เพ่งเล็งความเลวของบุคคลอื่นมากเท่านั้น ถ้าเราดีมากเท่าไหร่ เราก็มองไม่เห็นความเลวของบุคคลอื่น" - เว็บพลังจิต

เรื่องนี้ยังขยายความได้ถึง ขันติ และ อุเบกขา หมายความว่า
หากบุคคลใดทำใจของเราให้เร่าร้อน ทำด้วยกายก็ดี ทำด้วยวาจาก็ดี ถ้าเรากระทำตอบ เราก็จะเลวตามเขา ให้ควบคุมตัวเรา อย่าให้ความเลวมันไหลออกมา
๑ ๑ ๑ ๑

ธรรมดาคนเรา ไม่มีใครถูกใจเราร้อยเปอร์เซนต์

เมื่อบุคคลทำอะไรให้ไม่ถูกใจเรา ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาของโลก

ถ้อยคำหรือจริยาของบุคคลอื่นไม่ได้สร้างความดีหรือความเลวให้กับเรา


ถ้าเราโกรธตอบ พยายามทำกลับคืนให้เขาเจ็บช้ำใจเช่นกัน ก็เท่ากับเราปล่อยความเลวให้ไหลออกมาทางกาย วาจา


แท้ที่จริงแล้ว
ความโกรธนั้นคือภัยที่ทำร้ายตัวเอง โกรธแล้วมองไม่เห็นธรรม ไม่สามารถทรงความดีไว้ได้
ทำให้จิตเศร้าหมอง อยู่ในอำนาจของอกุศลกรรม

ตกเป็นทาสของกิเลส

แล้วเหตุใดเราต้องมาเบียดเบียนตนเอง ทำให้ใจตนเองให้เร่าร้อน เป็นทุกข์ ตัดความประพฤติที่ต้องการรักษา
ตายตอนนี้ก็มีอบายภูมิเป็นที่ไป 'มาเป็นคนได้นิดเดียว จะตั้งหน้าตั้งตาเดินทางไปนรกซะแล้ว'


ขันธ์ใดก่อเหตุ ขันธ์นั้นก็ดับไปแล้ว แล้วกำลังโกรธอะไร โกรธขันธ์ของคนอื่น ที่หาแก่นสารไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องตายแตกดับไปหรือ


เราจะไม่เป็นทาสของกิเลส เราจะเป็นไท และเจริญเมตตา ยินดีเมื่อบุคคลได้ดี ไม่อิจฉาริษยา และไม่ซ้ำเติม

วันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

อริยสัจ ๔

แต่ก่อนเคยคิดว่า อริยสัจ ๔ เป็นเรื่องเล็กน้อย ทำไมธรรมะหัวข้อนี้จึงไปอยู่ในธรรมะเพื่อหลุดพ้น แล้วก็นึกย้อนไปถึงสมัยประถมที่คุณครูสั่งการบ้าน ให้ยกตัวอย่างเรื่องอริยสัจ ๔ ยังจำคำตอบได้ว่า

ทุกข์ : เป็นหวัด
สมุทัย : ตากฝน
นิโรธ : หายเป็นหวัด
มรรค : กินยา
จนเมื่อได้มาอ่าน วิธีหลุดพ้น จากนามปากกา ล้ำลึก ความว่า

"จิตส่งออกนอกคือสมุทัย มีผลเป็นทุกข์ จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้งเป็นมรรค มีผลเป็นนิโรธ" -
หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

กุศลธรรมทั้งหลายรวมลงได้ในอริยสัจสี่ ทุกข์นั้นเกิดจากสมุทัย คือ ตัณหา (ความทะยานอยากของจิต)
และความพ้นทุกข์เกิดจากความสิ้นไปของตัณหา แม้แต่มรรคมีองค์แปด ซึ่งย่อลงเป็นศีล
สมาธิ และปัญญาก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับจิต กล่าวคือ

ศีล คือ
ความเป็นปรกติธรรมดาของจิตที่ไม่ถูกสภาวะอันใดครอบงำ
สมาธิ คือ
ความตั้งมั่นของจิต และ
ปัญญา คือ ความรอบรู้ของจิต
จึงคิดใคร่ครวญได้ว่า อริยสัจ ๔ เป็นธรรมเพื่อความหลุดพ้นจริง แล้วก็อยากกลับไปแก้การบ้านว่า

ทุกข์ เพราะเป็นหวัดนั้น เพราะคิดว่าร่างกายมันจะไม่แก่ มันจะไม่เจ็บ มันจะไม่ป่วย หากเรามองว่า ร่างกายเป็นทุกขัง อนิจจัง อนัตตา ร่างกายนี้เป็นรังของโรค เราก็จะไม่เป็นทุกข์

๑ ๑ ๑ ๑

บทความที่ได้รับความนิยม

คลังบทความของบล็อก