วันพฤหัสบดีที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

มรณานุสติ

• การเจริญมรณานุสติมีอานิสงส์มาก
ถ้าเราตระหนักชัดในความไม่แน่นอนของชีวิตนี้แล้ว
ไม่มีทางที่เราจะไปทะเลาะกับใคร
หรือจะไปอิจฉาใคร หรือเบียดเบียนใคร
เพราะอะไร เพราะเวลาไม่พอ

• วันนี้อาจเป็นวันสุดท้ายของชีวิตเรา
เราควรใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ รักษาใจให้เป็นบุญ
ชีวิตเรามีค่า เพราะมันมีจำกัด ฯ

- พระอาจารย์ชยสาโร -


อ่านตามแล้วก็คิดได้ว่า   

เราจะเอาความสุข(ที่ไม่จริง)ในชาตินี้ แต่ไม่รู้ว่าชาติหน้าจะเป็นอย่างไร จะได้เจอพระพุทธศาสนาไหม เจอแล้วจะมีโอกาสได้ศึกษาธรรมไหม ได้ศึกษาแล้วจะปฏิบัติไหม หรือจะทิ้งไปหากิเลสเหมือนเดิม

มันมากพอให้เรายอมแลกกับ 1 ชาติเลยหรือ?

หรือจะยอมทิ้งความสุข(ที่ไม่จริง)ในชาตินี้ แล้วมีสุคติอันแน่นอนเป็นที่ไป


เมื่อตัดสินใจได้แล้ว เราเหลือเวลาเท่าไหร่ก็ไม่ทราบได้ เพราะฉะนั้นก็ควรจะเพียรปฏิบัติ



"เพราะต้องการให้เป็นนิจจัง เที่ยงแท้ถาวร ยึดมั่นถือมั่น ชอบไปฝืนกฎธรรมชาติ เมื่อความจริงปรากฏจึงมีความทุกข์ต่าง ๆ นานา เป็นเพราะเราไม่ยอมรับความจริงตัวนี้นี่เอง ไปยึด ไปติด ไปหลง อยากให้สิ่งต่าง ๆ ที่เรารักอยู่กับเราตลอดไป ทั้ง ๆ ที่ไม่อาจฝืนกฏของความจริงที่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลกล้วนไม่เที่ยงแท้แน่นอนไม่ควรไปยึดติด ล้วนเป็นอนิจจัง ทุกสิ่งที่เรายึดติดล้วนเป็นสิ่งที่ให้ความทุกข์กับเราทั้งสิ้น"

วันจันทร์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ตัณหา

ตัณหา

ตัณหา คือ สภาพธรรมที่ยินดี พอใจ ติดข้อง

ความทะยานอยากในรูปสัมผัสอันเกิดจากความกำหนัด ความหลงใหล ความติดใจในสิ่งที่ตนเคยสัมผัสจากทวารทั้ง 5 อันเป็นอิฏฐารมณ์ คือ เป็นสิ่งน่าใคร่ น่าปรารถนา

การหลงมัวเมา ตัณหาที่เกิดขึ้นในกามคุณทั้ง 5 นำมาสู่จิตนึกทบทวน นึกใคร่หลงในสัมผัสที่เกิดขึ้น ทำให้ทะยานอยากที่จะสัมผัส และรับรู้อีกต่อไปเป็นนิจ


เวทนา - อุปาทาน - ตัณหา

จิตเป็นผู้คิดให้ได้ดีมีสุขทุกข์ขึ้น ส่วนตัณหานั้นก็ให้เกิดเห็นตาม

...พอเสวยเวทนาอย่างหนึ่งอย่างใด    เป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม ไม่สุขไม่ทุกข์ก็ตาม    เขาย่อมครุ่นคิดคํานึง ย่อมบ่นถึง ย่อมหมกใจอยู่กับเวทนานั้น

เพราะถ้ามีอุปาทาน ยึดมั่นนั่นเป็นเขา นี่เป็นเรา จึงเกิดเป็นตัณหา

แล้วก็เป็นปัจจัยให้มีภพ ชาติ ชรามรณะ, ความโศรก ความครํ่าครวญ  ความทุกข์ ความเสียใจ ความคับแค้นผิดหวัง ความเกิดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้


.....

ทีนี้ บุคคลที่บอกว่ามีความสุข เพราะได้รับความสุขทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วยึดมั่นถือมั่นว่า นี่คือตัวตนของเรา ก็เข้าใจไปว่า ความสุขนี้คือของเรา

ถ้าความทุกข์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่ของเรา ทำนองเดียวกัน ความสุขก็ไม่ใช่ของเรา

รูป จิต เจตสิก เป็นอนัตตา แล้วจะถือความสุขเป็นของเราได้อย่างไร

ทีนี้ ถ้าให้ตัด ตอนมีความสุขนี่ท่าจะยากอยู่เหมือนกัน


แล้วก็นึกไปถึงสมัยที่พระพุทธองค์เป็นเจ้าชายสิทธัตถะ

ขณะที่ท่านตัดสินใจออกบวช น่าจะเป็นช่วงที่มีความสุขสุดๆของชีวิตคนเราเลย มีพร้อมทั้งทรัพย์สินเงินทอง มีภรรยาที่จงรักภักดี และลูกชายที่เพิ่งเกิด สมบูรณ์แบบ ตามที่สังคมปรารถนา

การที่ต้องตัดใจในช่วงเวลาแบบนี้มันยากมากๆ
ไม่ได้มีใครบังคับ แต่ออกบวชด้วยกำลังใจจากพระองค์เองล้วนๆ

วันเสาร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

คิริมานนทสูตร - วิมุตติ ๕

วันก่อนไปร้านหนังสือธรรมะ โชคดีที่ได้เจอหนังสือดีๆอีก...
อย่างหนังสือ ธรรมวิจารณ์ อ่านแล้วรู้สึกว่า ยังต้องศึกษาอีกมากเหมือนกัน


คิริมานนทสูตร


เรื่องที่มาของพระสูตรนี้ อันเป็นที่ถกเถียงกันก็ขอละไว้ 
เอาแต่เนื้อหาใจความที่น่าสนใจ ความว่า


สัญญา  ประการ คือ รูปสัญญา๑ นามสัญญา๑

คือรูป ร่างกายตัวตนทั้งสิ้นก็ดี คือนาม ได้แก่จิตเจตสิกทั้งหลายก็ดี

ก็ให้ปลงธุระเสีย อย่าถือว่ารูปร่างกายจิตเจตสิกเป็นตัวตน

และอย่าเข้าใจว่าเป็นของของตน

ทุกสิ่งทุกอย่างความจริงเป็นของภายนอกสิ้นทั้งนั้น



ถ้าหากว่า รูปร่างกายเป็นตัวตนเราแท้

เมื่อล่วงสู่ความแก่เฒ่าชรา ตาฝ้า หูหนวก เนื้อหนังเหี่ยวแห้ง

ฟันโยกคลอน เจ็บปวด เหล่านั้น เราก็จักบังคับได้ตามประสงค์

ว่าอย่าเป็นอย่างนั้น อย่าเป็นอย่างนี้ นี่เราบังคับไม่ได้ตามประสงค์

เขาจะเจ็บ จะไข้ จะแก่ จะตาย เขาก็เป็นไปตามหน้าที่ของเขา

เราหมดอำนาจที่จะบังคับบัญชาได้ เมื่อตายเราจะพาเอาไปสักสิ่งสักอันก็ไม่ได้

ถ้าเป็นตัวตนของเราแล้ว เราก็คงจะพา เอาไปได้ตามความปรารถนา



ดูกรอานนท์ ถึงจิตเจตสิกก็ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่ของของตน

หากว่าจิตเจตสิกเป็นเรา หรือเป็นของของเรา เราก็จักบังคับได้ตามประสงค์

ว่า จิต ของเราจงเป็นอย่างนี้จงเป็นอย่างนั้น จงสุขสำราญทุกเมื่อ

อย่าทุกข์อย่าร้อนเลยดังนี้ ก็จะพึงได้ตามปรารถนา นี่หาเป็นเช่นนั้นไม่

เขาจะคิดอะไรเขาก็คิดไป เขาจะอยู่จะไปก็ตาม เรื่องของเขา

เพราะเหตุร่างกายจิตใจเป็นอนัตตา

ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่ของของตน ให้ปลงธุระเสีย

อย่าเข้าใจถือเอา ว่าเป็นตัวตนและของของตนเถิด.


และอีกตอนหนึ่ง


บุคคลทั้งหลายผู้ปรารถนาเข้าสู่พระนิพพาน

จงวางเสียซึ่งใจอย่าอาลัยความสุข 

จึงจะได้ความสุขในพระนิพพาน ซึ่งเป็นความสุขอย่างยิ่ง อันหาส่วนเปรียบมิได้


เมื่อจะถือเอาความสุขในพระนิพพานแล้ว

ก็ให้วางใจในโลกีย์นี้เสียให้หมดสิ้น

อันว่าความสุขในโลกีย์ก็มีอยู่แต่ ในอินทรีย์ทั้ง  นี้เท่านั้น

คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย นั้น เป็นกามคุณทั้ง 

ประสาททั้ง  นี้เองเป็นผู้แต่งความสุขให้แก่จิต (ใจ)


ประสาทตานั้นเขาได้เห็นได้ดูรูป วัตถุสิ่งของอันดีงามต่างๆ ก็นำความสุขไปให้แก่จิต

ประสาทหูนั้นเมื่อเขาได้ยินได้ฟังศัพท์สำเนียง เสียงที่ไพเราะเป็นที่ชื่นชมทั้งปวง ก็นำความสุขสนุกสนานไปให้จิต


ผู้ที่จะนำตนไปมีสุขในพระนิพพาน

ต้องวางเสียซึ่งความสุขในโลกีย์

ถ้าวางไม่ได้ ก็ไม่ได้ความสุขในพระนิพพานเลย

ถ้าวางสุขในโลกีย์มิได้ ก็ไม่พ้นทุกข์ ด้วยความสุขในโลกีย์เป็นความสุขที่เจืออยู่ด้วยทุกข์



วิมุตติ 


1. ตทังควิมุตติ คือ ความหลุดพ้นชั่วคราว 
หมายถึง ความหลุดพ้นจากกิเลสได้ชั่วคราว เช่น เกิดความเจ็บปวด หายจากความโลภ เกิดเมตตา หายโกรธ เป็นต้น แต่ความโลภ ความโกรธนั้นไม่หายทีเดียว อาจจะกลับมาอีก เป็นต้น

2. 
วิกขัมภนวิมุตติ คือ ความหลุดพ้นด้วยการสะกดไว้ 
หมายถึง ความหลุดพ้นจากกิเลสได้ด้วยกำลังฌาน คือ สะกดไว้ได้ด้วยกำลังฌาน เมื่อฌานเสื่อมแล้ว กิเลสเกิดขึ้นได้อีก เช่น เมื่อนั่งสมาธิสามารถสะกดข่มกิเลสไว้ เมื่อออกจากสมาธิกิเลสก็กลับมาอีกครั้ง เป็นต้น

3. 
สมุจเฉทวิมุตติ คือ ความหลุดพ้นเด็ดขาด 
หมายถึง ความพ้นจากกิเลสด้วยอำนาจอริยมรรค (มรรคมีองค์ 8) ละกิเลสได้อย่างเด็ดขาด ไม่เกิดกิเลสอีกต่อไป

4. 
ปฏิปัสสัทธิวิมุตติ คือ ความหลุดพ้นด้วยความสงบ 
หมายถึง ความหลุดพ้นจากกิเลส เนื่องมาจากอริยมรรคอริยผลไม่ต้องขวนขวายเพื่อละกิเลสอีก

5. 
นิสสรณวิมุตติ คือ ความหลุดพ้นด้วยสลัดออกไป 
หมายถึง ความหลุดพ้นจากกิเลสนั้นได้อย่างยั่นยืนตลอดไป ดับกิเลสเสร็จสิ้นแล้ว ได้แก่ นิพพาน


วันจันทร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ขันธ์ ๕

พระพุทธเจ้าสอนให้เห็นสิ่งต่างๆตามความเป็นจริง...
เคยอ่านเรื่องขันธ์ 5 รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แต่รอบนี้เห็นได้ชัดขึ้น

เหมือนกับว่า บางทีมันต้องเจอบททดสอบหน่อย จะได้รู้ตัว และจะได้มองออก ถ้าอยู่สบายๆ ก็คงไม่รู้ว่าตัวเองยังไม่ได้อะไรเลย

ตามความเข้าใจของเรา ราคะก็คงจะต้องแก้ด้วย อสุภะกรรมฐาน แต่พยายามแล้ว มันไม่หลุดแหะ

แต่มาหลุดได้จากตรงนี้

จิต คือผู้ไปรู้
อารมณ์ เป็นสิ่งที่ถูกรู้ เช่น รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส
ธรรมารมณ์ คือ เวทนา สัญญา สังขาร เป็นสิ่งที่ถูกรู้

ปกติแล้ว จิตหรือวิญญาณขันธ์ เมื่อไปรู้ ไม่ว่ารูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส หรือรู้เวทนา สัญญา สังขาร

วิญญาณขันธ์ก็จะทำงานร่วมกับเวทนา สัญญา สังขารที่เรียกว่า เจตสิก ก็จะเป็นอารมณ์ที่ถูกรู้ทันที

แต่รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสนี่ยังไกล อารมณ์ที่ใกล้จิตที่สุด คือธรรมารมณ์ คือเวทนา สัญญา สังขาร

เมื่อไปรู้สิ่งใดแล้ว จะส่งต่อเวทนา ถูกใจ ไม่ถูกใจ หรือกลางๆ ส่งต่อสัญญา คือความจำได้หมายรู้  แล้วก็คิดนึก ปรุงแต่ง เป็นสังขาร

ถ้ามีอวิชชา ก็ยึดถือว่า นี่เป็นตัวตนของเรา นั่นเป็นตัวตนของเขา ยึดถือสังขาร (ขันธ์ 5) และยึดถือวิสังขาร (ใจหรือธาตุรู้)

ถ้าเราแยกจิตกับอารมณ์ได้ขาด ก็จะหลุดพ้นจากอารมณ์ทั้งมวลได้

เมื่ออ่านแล้วพิจารณาตาม ก็เห็นเป็นขั้นเป็นตอนแบบนี้จริงๆ ก็สลัดได้

วันเสาร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2560

เจอสิ่งที่ทำให้ไม่ชอบใจอยู่เสมอ

" คิดว่าใครจะมาพูดจาให้เราขุ่นเคืองไม่ได้ เราวิเศษกว่าคนอื่น ทั้งที่ความจริงแล้ว เราก็แค่คนธรรมดา
แม้แต่พระพุทธเจ้าเมื่อยังมีพระขันธ์อยู่ ก็ยังไม่พ้นไปจากเรื่องนี้ พระองค์ก็ไม่ยินดียินร้ายเลย "

ลืมไปว่า เกิดมาต้องประสบกับสิ่งชอบใจ ไม่ชอบใจเป็นธรรมดา...


มะยันตัง ธัมมัง สุตวา เอวัง ชานามะ

พวกเราเมื่อได้ฟังธรรมนั้นแล้ว, จึงได้รู้อย่างนี้ว่า


อัปปิเยหิ สัมปะโยโค ทุกโข

ความประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รักที่พอใจ ก็เป็นทุกข์

สัพเพ ธัมมา อะนัตตาติ
ธรรมทั้งหลายทั้งปวง ไม่ใช่ตัวตน ดังนี้


เต (ตา) มะยัง โอติณณามหะ
พวกเราทั้งหลายเป็นผู้ถูกครอบงำแล้ว

โสเกหิ ปะริเทเวหิ ทุกเขหิ โทมะนัสเสหิ อุปายาเสหิ
โดยความโศก ความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายกาย
ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจทั้งหลาย

อัปเปวะนามิมัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ
อันตะกิริยา ปัญญาเยถาติ
ทำไฉนการทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้, จะพึงปรากฏชัดแก่เราได้

ตัสสะ ภะคะวะโต สาสะนัง, ยะถาสะติ, ยะถาพะลัง
มะนะสิกะโรมะ อะนุปะฏิปัชชามะ
จักทำในใจอยู่ ปฏิบัติตามอยู่ ซึ่งคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ตามสติกำลัง

อิมัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ อันตะกิริยายะ สังวัตตะตุ

จงเป็นไปเพื่อการทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ เทอญ

วันอังคารที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2560

วิปัสสนาปัญญา



ธมฺมาสภาวปฏิเวธลกฺขณา 

ปัญญาที่มีลักษณะให้ตรัสรู้ซึ่งสภาวะปกติแห่งรูปธรรมทั้งปวง


อธิบายว่า อาการไม่เที่ยงไม่แท้กอปรด้วยทุกข์ ที่ไม่เป็นแก่นสารใช่ตนใช่ของตน นี่แลเป็นสภาวะปกติแห่งรูปธรรมแลนามธรรม

ขึ้นชื่อว่าเกิดมาเป็นรูปธรรมนามธรรมแล้ว ก็มีแต่ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ปราศจากแก่นสารนั้น เป็นปกติธรรมดา

เมื่อนามแลรูปเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาอยู่โดยสภาวะปกติดังนี้ วิปัสสนาปัญญานั้นจะให้รู้วิปริตคือ จะให้รู้ว่าเที่ยงเป็นสุขเป็นแก่นสาร เป็นตนเป็นของตนนั้นหามิได้

วิปัสสนานั้นให้รู้ให้เห็นแจ่มแจ้งว่า รูปธรรมนามธรรมนี้เป็นอนิจจังไม่เที่ยงไม่แท้โดยปกติธรรมดา กอปรด้วยทุกข์ต่างๆโดยปกติธรรมดา เป็นอนัตตาใช่ตัวตน ใช่ของแห่งตนโดยปกติธรรมดา

เพราะวิปัสสนาปัญญานั้นรู้แจ้งรู้ชัดฉะนี้ จึงกล่าววิสัชนาว่า กิริยาที่ให้ตรัสรู้ซึ่งสภาวะปกติเห็นรูปธรรมนี้แลเป็นลักษณะแห่งวิปัสสนาปัญญา


- คัดลอกจาก พระวิสุทธิมรรค




เวลามสูตร

  • ทานที่บุคคล ถวายให้ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขบริโภค มีผลมากกว่าทานที่บุคคลถวาย ให้พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าบริโภค 
  • การที่บุคคลสร้างวิหารถวายสงฆ์ผู้มาจากจาตุรทิศ มีผลมากกว่าทานที่บุคคลถวายให้ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข บริโภค 
  • การที่บุคคลมีจิตเลื่อมใสถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์เป็นสรณะ มีผลมากกว่าทานที่บุคคลสร้างวิหารถวายสงฆ์อันมาจากจาตุรทิศ 
  • การที่ บุคคลมีจิตเลื่อมใสสมาทานสิกขาบท คือ งดเว้นจากปาณาติบาต ฯลฯ จากการดื่ม น้ำเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นฐานะแห่งความประมาท มีผลมากกว่าการที่บุคคล มีจิตเลื่อมใสถึงพระพุทธเจ้า พระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ 
  • การที่บุคคลเจริญ เมตตาจิตโดยที่สุดแม้เพียงเวลาสูดดมของหอม มีผลมากกว่าการที่บุคคลมีจิต เลื่อมใสสมาทานสิกขาบท คือ งดเว้นจากปาณาติบาต ฯลฯ
  • การที่บุคคลเจริญอนิจจสัญญาแม้เพียงเวลาลัดนิ้วมือ มีผลมากกว่าการที่บุคคลเจริญเมตตาจิตโดยที่สุดแม้เพียงเวลาสูดดมของหอม ฯ

อาทิตตปริยายสูตร


ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงเป็นของร้อน, ก็อะไรเล่าชื่อว่า สิ่งทั้งปวงเป็นของร้อน?


ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุเป็นของร้อน รูปทั้งหลายเป็นของร้อน
วิญญาณอาศัยจักษุเป็นของร้อน สัมผัสอาศัยจักษุเป็นของร้อน
ความเสวยอารมณ์เป็นสุขเป็นทุกข์ หรือมิใช่สุขมิใช่ทุกข์ ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัยแม้นั้นก็เป็นของร้อน

ร้อนเพราะอะไร?  เรากล่าวว่า
ร้อนเพราะไฟคือราคะ  เพราะไฟคือโทสะ  เพราะไฟคือโมหะ
ร้อนเพราะความเกิด  เพราะความแก่  และความตาย
ร้อนเพราะความโศก  เพราะความรำพัน  เพราะทุกข์กาย  เพราะทุกข์ใจ  เพราะความคับแค้น.

โสตเป็นของร้อน  เสียงทั้งหลายเป็นของร้อน ...
ฆานะเป็นของร้อน  กลิ่นทั้งหลายเป็นของร้อน ...
ชิวหาเป็นของร้อน  รสทั้งหลายเป็นของร้อน ...
กายเป็นของร้อน  โผฏฐัพพะทั้งหลายเป็นของร้อน ...
มนะเป็นของร้อน  ธรรมทั้งหลายเป็นของร้อน ...
ความเสวยอารมณ์เป็นสุข เป็นทุกข์ หรือมิใช่ทุกข์มิใช่สุข  ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัยแม้นั้นก็เป็นของร้อน ...


ดูกรภิกษุทั้งหลาย  อริยสาวกผู้ได้ฟังแล้วเห็นอยู่อย่างนี้
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในจักษุ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรูปทั้งหลาย
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในวิญญาณอาศัยจักษุ  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในสัมผัสอาศัยจักษุ
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในความเสวยอารมณ์ ที่เป็นสุข  เป็นทุกข์  หรือมิใช่ทุกข์ มิใช่สุข ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในโสต  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในเสียงทั้งหลาย ...
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในฆานะ  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในกลิ่นทั้งหลาย ...
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในชิวหา  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรสทั้งหลาย ...
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในกาย  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในโผฏฐัพพะทั้งหลาย ...
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในมนะ  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในธรรมทั้งหลาย
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในวิญญาณอาศัยมนะ  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในสัมผัสอาศัยมนะ ...
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในความเสวยอารมณ์ที่เป็นสุข  เป็นทุกข์  หรือมิใช่ทุกข์มิใช่สุข ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย.


เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมสิ้นกำหนัด  เพราะสิ้นกำหนัด จิตก็พ้น  เมื่อจิตพ้นแล้ว ก็รู้ว่าพ้นแล้ว

อริยสาวกนั้นทราบชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว  กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นอีกเพื่อความเป็นอย่างนี้ไม่มี.

ก็แล  เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสไวยากรณภาษิตนี้อยู่  จิตของภิกษุ ๑,๐๐๐ รูปนั้น  พ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย  เพราะไม่ถือมั่น.


บทความที่ได้รับความนิยม

คลังบทความของบล็อก