วันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ธัมมุทเทส 4

พระเจ้าโกรัพยะประทับนั่งแล้ว ได้ตรัสกะท่านพระรัฐปาละว่า

ท่านรัฐปาละผู้เจริญ ความเสื่อม ๔ ประการนี้ คือ ความเสื่อมเพราะชรา ๑ ความเสื่อมเพราะความเจ็บไข้ ๑ ความเสื่อมจากโภคสมบัติ ๑ ความเสื่อมจากญาติ ๑ คนบางพวกในโลกนี้เมื่อประสพความเสื่อมเหล่านี้แล้ว ย่อมปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสายะ ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต

ท่านรัฐปาละ ความเสื่อม ๔ ประการนี้ ที่คนบางพวกในโลกนี้ถึงเข้าแล้ว จึงปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสายะ ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต  ท่านรัฐปาละไม่ได้มีความเสื่อมเหล่านั้นเลย

ท่านรัฐปาละรู้เห็นหรือได้ฟังอะไร จึงออกจากเรือนบวชเป็น บรรพชิตเสียเล่า?

ท่านพระรัฐปาละถวายพระพรว่า มีอยู่แล มหาบพิตร พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ทรงแสดงธัมมุทเทส ๔ ข้อ ที่อาตมภาพรู้เห็นและได้ฟังแล้ว จึงออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต

ธัมมุทเทส ๔ ข้อเป็นไฉน? คือ

๑. โลกอันชรานำเข้าไปไม่ยั่งยืน

๒. โลกไม่มีผู้ต้านทาน ไม่เป็นใหญ่เฉพาะตน

๓. โลกไม่มีอะไรเป็นของตน จำต้องละสิ่งทั้งปวงไป

๔. โลกบกพร่องอยู่เป็นนิตย์ไม่รู้จักอิ่ม เป็นทาสแห่งตัณหา

ดูกรมหาบพิตร ธัมมุทเทส ๔ ข้อนี้แล อันพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงแล้ว ที่อาตมภาพรู้เห็นและได้ฟังแล้ว จึงออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต

คัดลอกจาก:
www.dhamma-gateway.com

ความเศร้าหมอง

เริ่มจากหลายวันก่อนนั้น เกิดอาการน้อยเนื้อต่ำใจ (เรื่องงาน-จากการเปรียบเทียบตัวเองกับเพื่อนร่วมงาน) จริงๆก็ฉุกคิดได้นะว่า นี่คืออารมณ์เศร้าหมอง แต่ต้องทำยังไง
ก็ได้พบในบทความของหลวงพ่อปราโมช ปาโมชฺโช อย่างนี้ว่า

"ไม่ใช่ให้เห็นว่าเราเศร้าหมอง ให้เห็นว่าความเศร้าหมองนั้นไม่ใช่เรา จิตอันหนึ่ง ความเศร้าหมองอีกอันหนึ่ง ความเศร้าหมองเป็นสิ่งที่จิตไปรู้เข้า ความเศร้าหมองไม่ใช่ตัวเรา ความเศร้าหมองมันไม่ใช่จิตด้วย"

อ่านเพียงเท่านี้ ความเศร้าหมองก็หลุดไป
กลายเป็นความว่าง

แล้วติดอะไรอยู่หนอ เท่าไหนคือนิพพาน
ก็ได้พบบทความของหลวงปู่ดุลย์ อตุโล อย่างนี้ว่า

"ดูกรภิกษุทั้งหลาย   บุคคลอาศัยจักษุและรูป เกิดจักษุวิญญาณ  ความประจวบกันของธรรมทั้ง๓เป็นผัสสะ  และเพราะผัสสะเป็นปัจจัย ย่อมเกิดความเสวยอารมณ์(เวทนา เป็นสุขบ้าง  เป็นทุกข์บ้าง  มิใช่ทุกข์มิใช่สุขบ้าง)

เขาอันสุขเวทนาถูกต้องแล้ว  ย่อมไม่เพลิดเพลิน  ไม่พูดถึง  ไม่ดำรงอยู่ด้วยความติดใจ  จึงไม่มีราคานุสัยนอนเนื่องอยู่

อันทุกขเวทนาถูกต้องแล้ว  ย่อมไม่เศร้าโศก  ไม่ลำบาก  ไม่ร่ำไห้  ไม่คร่ำครวญทุ่มอก  ไม่ถึงความหลงพร้อม  จึงไม่มีปฏิฆานุสัยนอนเนื่องอยู่

อันอทุกขมสุขเวทนาถูกต้องแล้ว  ย่อมทราบชัดความตั้งขึ้น  ความดับไป  คุณ  โทษ  และที่สลัดออกแห่งเวทนานั้น ตามความเป็นจริง  จึงไม่มีอวิชชานุสัย  นอนเนื่องอยู่

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ข้อที่บุคคลนั้นละราคานุสัยเพราะสุขเวทนาบรรเทา,  ละปฏิฆานุสัยเพราะทุกขเวทนา,  ถอนอวิชชานุสัยเพราะอทุกขมสุขเวทนา,  ยังวิชชาให้เกิดขึ้นเพราะละอวิชชาเสียได้  แล้วจักเป็นผู้กระทำที่สุดแห่งทุกข์ในปัจจุบันได้  นั่นเป็นฐานะที่มีได้ฯ"

วันพฤหัสบดีที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2558

เข้าใจแล้ว!

เอ้อ จริงๆแล้วมันก็อยู่ในที่บันทึกๆมานี่ล่ะ
พอกลับมาอ่านอีกที รู้สึกว่ามันลึกไปอีกขั้น

ว่าคำสอนสุดท้าย
ไม่ว่าจะพิจารณาจากสติปัฏฐาน ไตรลักษณ์ โทษของกาม
ก็เพื่อให้เห็นว่า มันไม่ใช่เรา เท่านี้เอง
จะเรียกว่า ตัดขันธ์ 5 ก็ถูกนะ รูปไม่ใช่เรา เวทนาไม่ใช่เรา
จะรู้จากสติปัฏฐานก็ได้แบบนี้
จะรู้จากไตรลักษณ์ก็ได้แบบนี้

สุดท้ายการตัดอวิชชา ก็รู้ได้ด้วยการ"เห็นตามความเป็นจริง"

.....

คำสอนหลวงปู่ดุลย์ อตุโล

  • ที่จริงพระอรหันต์ทั้งหลายท่านไม่ได้รู้อะไรมากมายเลย เพียงแต่เจริญจิตให้รู้แจ้งใน ขันธ์๕,  แทงตลอดในปฏิจจสมุปบาท, หยุดการปรุงแต่ง
  • จิตนั้นจะยกสภาวะธรรมขึ้นมาพิจารณาไตร่ตรองให้เกิดวิปัสสนาญาณ เกิดปัญญาแล้ว ปัญญานั้นก็จะแจ่มแจ้งดีกว่าจิตที่ไม่มีสมาธิ

ปฐมอวิชชาสูตร และอวิชชาปหานสูตร

  • ดูก่อนภิกษุ เมื่อภิกษุรู้อยู่ เห็นอยู่จักษุโดยความเป็นของไม่เที่ยง จึงละอวิชชาได้ วิชชาจึงเกิดขึ้น เมื่อภิกษุรู้อยู่เห็นอยู่ซึ่งรูป ทั้งหลาย ฯลฯ ซึ่งสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้น เพราะจักษุสัมผัส เป็นปัจจัย โดยความเป็นของไม่เที่ยง จึงละอวิชชาได้ วิชชาจึงเกิดขึ้น ดูก่อนภิกษุ เมื่อภิกษุรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้แล จึงละอวิชชาได้ วิชชาจึงเกิดขึ้น.
  • อนิจฺจโต ชานโต ความว่า อวิชชา เธอย่อมละได้ด้วย สามารถแห่งอนิจจลักขณะ และ อนัตตลักขณะนั่นเอง.

วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ปัญญา หรือ ทรัพย์ ประเสริฐกว่ากัน


จำได้สมัยเด็ก คิดว่า จะมีทรัพย์หรือมีปัญญา ย่อมไม่ต่างกัน

เพราะ มีทรัพย์ก็ย่อมหาแหล่งศึกษาให้มีปัญญาได้
มีปัญญา ก็ย่อมนำมาใช้แสวงหาทรัพย์ได้


แต่คำตอบ ณ วันนี้ มีปัญญาย่อมประเสริฐกว่าทรัพย์แน่นอน


ไม่ใช่ด้วยเหตุผลที่ว่า
มีทรัพย์ ใช้แล้วก็หมดไป ถ้ามีปัญญา ก็สามารถหาทรัพย์ให้เพิ่มพูนได้
หรือด้วยเหตุผลอื่นๆ ที่คนส่วนใหญ่จะพึงตอบ



แต่ ปัญญาประเสริฐกว่าทรัพย์ ในมุมมองที่ว่า



ประการหนึ่ง - ปัญญา สามารถทำให้ถึงที่สุดแห่งกองทุกข์ได้

แม้บุคคลที่มีทรัพย์ จะทำบุญให้ได้บุญนั้น ก็ต้องมีปัญญา คือ มีความเห็นถูกเสียก่อน

นี้คือบุญในส่วนของทาน

และบุญในระดับที่สูงขึ้นไปนั้น ต้องอาศัยปัญญายิ่งๆขึ้นไปอีก อันได้แก่ ศีล และ ภาวนา



ประการสอง - คนที่มีทรัพย์ แต่ขาดปัญญา ย่อมไม่พอใจในทรัพย์ที่มีอยู่ แต่กลับต้องการมากขึ้นเรื่อยๆ

คนที่มีปัญญา ย่อมไม่เดือดร้อนในข้อนี้ และรู้สึกเพียงพอกับทรัพย์ที่ตนมีอยู่

เรียกได้ว่า คนมีปัญญานั้น มีทรัพย์ได้พอใช้มากกว่าเสียอีก




จึงเห็นได้ว่า ปัญญา เป็นเหตุของความสุขทั้งทางโลกและทางธรรม

ปัญญานั้น ไม่ใช่แค่ ประเสริฐกว่าทรัพย์      แต่ต้องกล่าวว่า


ปัญญาที่เห็นถูกต้องตามความเป็นจริงนั้น ( สัมมาทิฎฐิ ) ประเสริฐกว่าสิ่งทั้งปวง



วันอังคารที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2558

นอกเรื่อง: พราหมณ์ ฮินดู

ช่วงนี้พอจะได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับพราหมณ์-ฮินดูบ้าง จุดประสงค์ก็เพื่ออยากแยกแยะความเชื่อของพราหมณ์-ฮินดู จากศาสนาพุทธให้ออก

ก็พอดีได้อ่านเจอเรื่องเกี่ยวกับพระอินทร์ ว่ามีร่างสีเขียว ทรงช้างเอราวัณเป็นพาหนะ แต่ในเทวโลกไม่มีสัตว์เดรัจฉาน ฉะนั้นช้างนี้เป็นเทพบุตร จะแปลงกายเป็นช้างเมื่อพระอินทร์ต้องการเสด็จ


ก็นึกประหลาดใจอยู่หลายอย่าง


 ...

เรื่องนี้ก็คงเป็น 1 ในหลายๆเรื่อง เหมือนที่สงสัยว่า  84,000 พระธรรมขันธ์นับยังไง
ที่อาจจะมีคนกล่าวว่า รู้แล้วใช่หนทางดับทุกข์หรือ
ควรจะเอาลูกศรที่ถูกยิงมาออก อย่ามัวหาคนที่ยิงศรอยู่ 

แต่บางเรื่องก็เกินกว่าจะทำใจให้ผ่านเลยไปได้ 
และเพื่อทำตามปณิธานของตนเองแล้ว ก็ต้องหาคำตอบ

 ...

  
ในเรื่องรามายณะ (ฮินดู) พระอินทร์มีร่างสีเขียว มีพาหนะ 2 อย่างคือ รถม้า ซึ่งก็คือพระอาทิตย์ และช้างเอราวัณซึ่งพระศิวะเป็นผู้ประธานให้

ช้างเอราวัณ มี 33 เศียร แต่ละเศียรมี 7 งา แต่ละงายาว 4 ล้านวา แต่ละงามีสระบัว 7 สระ แต่ละสระมีดอกบัว 7 ดอก ... (ไล่ไปอย่างละ 7) กลีบ เกสร ปราสาท ชั้น บัลลังก์ เทพธิดา บริวาร นางทาสี  ...โดยปกติศิลปินไทยมักจะทำช้างเอราวัณเป็น 3 เศียร

ในยุคแรกของศาสนาพราหมณ์ พระอินทร์มีร่างสีทอง เป็นเจ้าแห่งสภาพภูมิอากาศ ก่อนจะถูกลดบทบาทลง มีหน้าที่รองจากตรีมูรติ  สมัยต่อมาร่างกายเป็นสีแดง และเป็นสีเขียวในปัจจุบัน

...

เพราะฉะนั้น 


แม้ในศาสนาพุทธ จะมีท้าวสักกะที่เรียกว่าพระอินทร์เช่นกัน แต่ความเชื่อด้านบนนั้น เป็นแต่เพียงความเชื่อในศาสนาพราหมณ์-ฮินดูเท่านั้น ไม่ควรนำมาปะปนกับศาสนาพุทธ



วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2558

ธิดา: ตัณหา ราคะ อรตี


อยู่ๆได้นึกไปถึง

เรื่องของธิดาทั้ง 3 ของพญามาร คือ นางตัณหา นางราคะ และนางอรตี ที่มาปรากฏหลังจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้
จากการได้อ่านได้ชม ก็มาในรูปของหญิงงามรูปร่างดี บางแหล่งก็กล่าวไปถึงขั้นว่ามาเต้นรำยั่วยวนบ้าง




ก็นึกแปลกใจ...


จากการสังเกต ความงามและรูปร่างของสตรีย่อมผูกใจชายได้อย่างมาก คงด้วยเหตุนี้กระมัง จึงเปรียบตัณหา ราคะ และอรตีเป็นดังนั้น เพราะไม่มีสิ่งใดจะตัดได้ยากไปกว่านี้



แม้ในพระไตรปิฎก ธิดาของพญามารทั้ง 3 จำแลงกายเป็นหญิงแบบต่างๆ และขอบำเรอพระองค์
พระองค์ทรงปฏิเสธ แล้วธิดาก็ได้ถามปัญหาธรรมเล็กน้อย
(ตรงนี้ ไม่ได้นุ่งน้อยห่มน้อยแล้วเต้นยั่วยวนแต่อย่างใด)


ตัณหา ความอยาก

ราคะ ความใคร่ ความกำหนัด

อรตี ความยินดี ยินร้าย ความไม่พอใจ


 แต่ใครจะตั้งชื่อบุตรสาวอย่างนั้น



และสุดท้ายแล้ว

สิ่งที่เป็นเครื่องขัดขวางในการปฏิบัติธรรม ไม่ได้มาจากบุคคลอื่นเลย

ตัณหา ราคะ อรตี มักจะเกิดขึ้นมาในจิตของตนเองนี่แหละ

เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว เป็นพระอรหันต์แล้ว เรื่องความสวยงามของร่างกายย่อมไม่มีผล
( ความรู้สึกระหว่างเพศย่อมหมดไปตั้งแต่พระอนาคามี )


จึงเชื่อว่า น่าจะเป็นการเปรียบเทียบมากกว่า
และเพื่อเป็นการบอกเล่าว่า หลังจากองค์สมเด็จพระพิชิตมารได้ตรัสรู้แล้ว
ตัณหา ราคะ อรตีนั้น ก็ได้หมดสิ้นแล้ว มีจิตหลุดพ้นดีแล้ว และไม่กำเริบอีกต่อไป





วันพุธที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2558

๘๔,๐๐๐

สงสัยมาสักพักหนึ่งแล้วว่า คำว่า ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์นั้น นับยังไง

ก็ได้พบเจอวิธีการนับอยู่ กล่าวไว้ว่า


ในพระวินัย มีวัตถุ มาติกา บทภาชนีย์ อันตราบัติ อาบัติ อนาบัติ ติกะ เหล่านี้ ส่วนหนึ่งๆ จัดเป็นหนึ่งพระธรรมขันธ์

พระสูตรที่มีอนุสนธิเดียว จัดเป็นหนึ่งพระธรรมขันธ์
ในพระสูตรที่มีอนุสนธิมาก นับพระธรรมขันธ์ด้วยด้วยอำนาจแห่งอนุสนธิ
ในคาถาพันธ์ทั้งหลาย คำถามปัญหาข้อหนึ่ง จัดเป็นหนึ่งพระธรรมขันธ์
คำวิสัชนาข้อหนึ่ง จัดเป็นหนึ่งพระธรรมขันธ์

ในพระอภิธรรม จำแนกติกะทุกะแต่ละติกะทุกะ จำแนกวารจิตแต่ละวารจิต จัดเป็นหนึ่งพระธรรมขันธ์


แต่ก็ยังไม่ค่อยสบายใจ เช่นว่า ถ้าดูจำนวนเล่มพระสูตรในพระไตรปิฎก ก็ออกจะมีมากกว่า


ก็นึกไปถึงคำว่า ๕๐๐ - โจร ๕๐๐ ไม่ได้แปลว่ามีโจร ๕๐๐ คน แต่หมายถึงมีจำนวนมาก
นี้คือสำนวนที่พบได้บ่อยๆ หรือสำนวนของไทยก็เช่น ร้อยแปดพันเก้า 
แบบนี้ก็คงจะแนวเดียวกันกระมัง เปิด google ก็เจอจาก Chinese Buddhist Encyclopedia


๘๔,๐๐๐ = uncountable หมายถึง มากมาย นับไม่ถ้วน นั่นเอง


นอกจากนี้ยังมีกล่าวไว้


"ภิกษุทั้งหลาย หมู่มหาชนในพระนครพันธุมดีราชธานีประมาณ ๘๔,๐๐๐ คน ได้สดับข่าวว่า พระวิปัสสีราชกุมารได้ปลงพระเกศา และพระมัสสุครองผ้ากาสาวพัตร์ เสด็จออกบวชเป็นบรรพชิตแล้ว ภิกษุทั้งหลาย มหาชนประมาณ ๘๔,๐๐๐ ได้ออกบวชเป็นบรรพชิตตามเสด็จ" - คัมภีร์ทีฆนิกาย มหาวรรค


"ภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว เราได้เป็นขัตติยราชได้รับมุรธาภิเษก เรานั้นมีพระนคร ๘๔,๐๐๐ พระนคร มีปราสาท ๘๔,๐๐๐ หลัง มีบรรลังก์ ๘๔,๐๐๐ ทำด้วยงา ทำด้วยแก่นจันทร์แดง ทำด้วยทอง มีช้าง ๘๔,๐๐๐ เชือก มีม้า ๘๔,๐๐๐ ตัว" - คัมภีร์สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค


"ภิกษุทั้งหลาย เขาสิเนรุโดยยาว ๘๔,๐๐๐ โยชน์ โดยกว้าง ๘๔,๐๐๐ โยชน์ หยั่งลงในมหาสมุทร ๘๔,๐๐๐ โยชน์ สูงจากมหาสมุทรขึ้นไป ๘๔,๐๐๐ โยชน์" - คัมภีร์อังคุตตรนิกาย



เนื้อหาบางส่วนอ้างอิงจาก
- www.oknation.net/blog/bunruang/2008/12/08/entry-1

บทความที่ได้รับความนิยม

คลังบทความของบล็อก