วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมํ



วันนี้เดินดูหนังสือเล่มหนึ่งเนื้อหาน่าสนใจ สอนเกี่ยวกับธรรมโดยตรง ถูกกับจริตดี
จริงๆแล้ว คำสอนไม่ต้องอธิบายมากเลย 
ไม่ว่าจะเริ่มจากมุมไหน สุดท้ายคำสอนจะมุ่งมาที่เดียวกัน


ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ     สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมํ  

สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับไปเป็นธรรมดา


อย่างคำสอนแรกที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนแก่ปัญจวัคคีย์ ถึงทางสายกลาง และอริยสัจ 4
และคำตอบที่พระอัสสชิบอกแก่พระสารีบุตร ต่างก็เน้น เหตุแห่งธรรม


ซึ่งเป็นไปเพื่อ สังขารุเปกขาญาณ
คือญาณอันเป็นกลางต่อสังขาร เข้าใจสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามความเป็นจริงด้วยปัญญา ไม่ยินดียินร้าย ไม่ติดในในสังขารทั้งปวง และน้อมมุ่งสู่ความหลุดพ้นคือพระนิพพานเป็นที่สุด
จนได้สัจจานุโลมิกญาณ ญาณอันหยั่งรู้ตามอริยสัจ อันเป็นขั้นสุดท้ายในวิปัสสนาญาณ

วันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

อย่าเป็นทาสของอดีต


เมื่อวานเดินดูหนังสือ สะดุดกับคำหนึ่งในหนังสือของอ.วศินว่า

 "อย่าเป็นทาสของอดีต"


ช่วยหยุดความคิดมากที่มีอยู่ได้ดีทีเดียว



ในหนังสือเส้นผมบังความสุขของพระไพศาลเขียนไว้


ให้มีสติ ไม่หมกมุ่นครุ่นคิดกับสิ่งที่ผ่านไป ไม่ปล่อยให้อารมณ์ต่างๆมาครองใจ
ไม่ให้อารมณ์อกุศลเข้ามา และไม่ให้ฟุ้งซ่าน เพราะฟุ้งซ่านเมื่อไหร่ ใจก็ทุกข์ทันที


นึกไปถึงโพสต์ก่อนหน้าว่า จิตไม่มีความเศร้าหมอง เพราะยอมรับทุกอย่างว่าเป็นของธรรมดา 




เมื่อเราลองออกมายืนนอกวง แล้วลองมองกลับเข้าไปในความคิดของปุถุชน(คนอื่น)
ช่างเหมือนน้ำขึ้นลง หาความสงบนิ่งไม่ได้
ทำให้เกิดความรู้สึกว่า ถ้าเราออกมาได้แล้ว ก็ไม่อยากกลับเข้าเป็นแบบนั้นอีกเลย



ช่วงไม่กี่วันนี้ สังเกตดูตัวเองกับสิ่งที่เกิดขึ้น พบว่าตัวเองไม่ได้รู้สึกกระเทือนใจอย่างที่อาจจะเป็น
นี้คงเป็นผลมาจากคำสอนของพระพุทธเจ้าและหลวงพ่อนั่นเอง


นับว่าเป็นวิชาที่วิเศษที่สุด

วันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่ขัดข้องหนอ


ไม่น่าเชื่อว่าเราจะเจอเรื่องดราม่าๆ ออกแนวชีวิตจริงยิ่งกว่านิยายได้

ทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็ปกติสุขดี อยู่ในศีลธรรม หรือคนอื่นไม่เห็นอย่างนั้นก็ไม่ทราบได้?
เกิดเรื่องขึ้นแล้ว กลับรู้สึกว่า อย่าดึงฉันลงไปเกี่ยวข้องกับเรื่องพวกนี้

ชวนให้นึกถึงคำพูดของท่านยสกุลบุตรก่อนที่จะออกบวชว่า "ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่ขัดข้องหนอ"

.....

ท่านยสกุลบุตรนั้นเป็นลูกเศรษฐี มีปราสาท 3 หลัง พร้อมด้วยบริวาร และกามคุณ 5

แต่มองเห็นความเบื่อหน่าย วันหนึ่งได้พบพระผู้มีพระภาค

พระผู้มีพระภาคได้ทรงแสดง อนุปุพพิกถา เพื่อยกจิตให้ปลอดจากนิวรณ์ และอริยสัจ 4 ตามลำดับ


อนุปุพพิกถา 5 คือ

1. ทานกถา ว่าด้วยการให้ทาน

2. สีลกถา ว่าด้วยการรักษาศีล

3. สัคคกถา ว่าด้วยความสุขในสวรรค์

4. กามาทีนวกถา ว่าด้วยโทษและความต่ำทรามของกาม

5. เนกขัมมานิสังสกถา ว่าด้วยอานิสงส์แห่งการหลีกออกจากกาม


อนุปุพพิกถานี้ ตามประวัติในพระพุทธศาสนาปรากฏว่า พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงแก่มนุษย์ซึ่งเป็นคฤหัสถ์ ไม่ทรงแสดงแก่เทพยดา


อรรถกถาขณสูตรที่ 2 
 

ใครๆ ไม่อาจจะอยู่ประพฤติมรรคพรหมจรรย์ในนรกได้
เพราะได้รับแต่ทุกข์โดยส่วนเดียว
และไม่อาจอยู่ประพฤติมรรคพรหมจรรย์ในเทวโลกได้
เพราะเกิดความประมาทด้วยสามารถความยินดีในการเล่นโดยส่วนเดียว
เพราะได้รับความสุขโดยส่วนเดียว
ส่วนมนุษยโลก มีความสุขและความทุกข์ระคนกัน . . .


             การเจริญมรรคในที่นี้  นี้ก็เป็นกรรมภูมิ
          ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความสังเวชเป็นอันมาก
          ในที่นี้ก็เป็นฐานะอยู่   ท่านเกิดความสังเวชแล้ว
          ก็จงประกอบความเพียรโดยแยบคาย
          ในวัตถุอันเป็นที่ตั้งแห่งความสลดสังเวชเถิด.

.....

http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=4&A=576&Z=666
http://www.phutthathum.com/
http://palungjit.org/tripitaka/default.php?cat=2800220


วันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

อารมณ์

แต่ก่อนเคยอ่าน อย่างอารมณ์พระโสดาบัน

ละสังโยชน์ 3
1. สักกายทิฏฐิ
2. วิจิกิจฉา
3. สีลัพพตปรามาส
และรักพระนิพพานเป็นอารมณ์


ก็คิดว่าเข้าใจความหมายนะ

จนช่วงนี้

วันนั้นเหมือนจะหลับๆเคลิ้มๆไป จำได้ว่า คิดขึ้นมาว่า 'แล้วถ้าร่างกายนี้ไม่ใช่ของเราล่ะ' คิดได้เท่านั้น มันก็หลุดเลย (ปล่อยเลย ที่เคยคิดอะไรๆ มันก็ไม่สนใจแล้วว่าจะเป็นไง)

อย่างเมื่อคืนที่ตระหนักถึงความยาวนานของชีวิตเป็นอสงไขยๆ มันก็รู้สึกไม่ใยดีกับสิ่งที่เหลือในชีวิตนี้แล้ว จิตปรารถนาพระนิพพานมาก จิตรักพระพุทธเจ้าแนบแน่น
จนถึงตอนเช้า เห็นผู้คน ก็มีอารมณ์เหมือนจะเข้าใจแล้วว่า ทำไมพระอนาคามีถึงไม่เกิดความรักระหว่างเพศ มันมองแล้วก็ว่างเปล่า ตัวเขาก็ว่างเปล่า ตัวเราก็ว่างเปล่า

ตอนนี้รู้ได้ว่า การเข้าใจ ที่เกิดจากการอ่านแล้วจำได้ มันไม่เหมือนกับการเข้าใจที่อารมณ์นึกอย่างนั้นจริงๆ


อ.กล่าวไว้ในหนังสือว่า

มนุษย์ที่อยู่ด้วยความหลับคือกิเลส เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้น ก็ตื่นขึ้นชั่วระยะหนึ่ง แล้วพากันหลับต่อไป


น่าคิดว่า พบพระพุทธศาสนาครั้งหนึ่ง ได้ศึกษาธรรมะครั้งหนึ่ง
แล้วถ้าหลังจากชาตินี้ ไม่ได้พบพระพุทธศาสนาจะเป็นอย่างไร
เพียงสาวกภูมิ ใช้เวลานานนับอสงไขย หากไม่สามารถไปได้ในชาตินี้ แล้วต้องรอครั้งใหม่ 
.....แค่คิดก็รู้สึกว่ายาวนานเกินไปแล้ว


วันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

สังยุตตนิกาย สัมพหุลสูตร (มารสังยุต)


 


ครั้งนั้น มารผู้มีบาปแปลงกายเป็นพราหมณ์แก่ หลังโกง สวมชฎาใหญ่ นุ่งหนังเสือ หายใจเสียงดังครืดคราด ถือไม้เท้าทำด้วยไม้มะเดื่อ เข้าไปหาหมู่ภิกษุ แล้วกล่าวว่า 

 บรรพชิตผู้เจริญทั้งหลาย พวกท่านเป็นนักบวชที่ยังหนุ่มแน่น มีผมดำสนิท อยู่ในวัยแรกรุ่นอันเจริญ แต่ไม่เพลิดเพลินในกามคุณทั้งหลาย ขอพวกท่านจงบริโภคกามทั้งหลายอันเป็นของมนุษย์ พวกท่านอย่าละกามที่เห็นเฉพาะหน้า วิ่งไปหากามทิพย์อันมีอยู่ตามกาลเลย

ภิกษุเหล่านั้นตอบว่า

 “พราหมณ์ พวกข้าพเจ้ามิได้ละกามที่เห็นเฉพาะหน้าแล้ววิ่งไปหากามทิพย์อันมีอยู่ตามกาลเลย แต่พวกข้าพเจ้าละกามทิพย์อันมีอยู่ตามกาลแล้ววิ่งไปหาธรรมที่เห็นเฉพาะหน้า เพราะว่ากามทั้งหลายอันมีอยู่ตามกาล พระผู้มีพระภาคตรัสว่ามีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก ในกามนี้มีโทษยิ่งนัก ส่วนธรรมนี้เป็นธรรมที่ผู้ปฏิบัติจะพึงเห็นชัดด้วยตนเอง ไม่ประกอบด้วยกาลควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามาในตน อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน
 

วันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

มัชฌิมนิกาย จูฬทุกขักขันธสูตร (ตรัสแก่ท้าวมหานาม)

รวมความว่ากามคุณ ๕ นี้เองเป็นโลกามิส (เหยื่อของโลก) คอยหลอกล่อสัตว์โลกให้ติดอยู่ ผูกพันอยู่ ดิ้นรนอยู่ หาความสงบใจไม่ได้ ย่อมมองไม่เห็นสิ่งต่างๆตามความเป็นจริงได้


พระบรมศาสดาเคยตรัสว่า

" ก่อนจะได้ตรัสรู้ เราแม้มีสติระลึกได้ว่า

     'กามทั้งหลายมีรสที่น่ายินดีน้อย แต่มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก โทษอันร้ายแรงมีอยู่ในกามนั้นอย่างยิ่ง' ก็ตาม

แต่เมื่อเรายังมิได้สุขอันเกิดแต่ปีติหรือธรรมอื่นที่สงบยิ่งไปกว่าปีติสุขนั้น ได้แต่เสวยสุขอันเกิดแต่กามอย่างเดียว เราจึงพรากจากกามไม่ได้

ต่อมาเมื่อได้เห็นด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงว่า

     'กามทั้งหลายมีรสอันน่ายินดีน้อย มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก'

เราจึงพรากจากกามได้ ไม่หมุนกลับไปหากามอีก "


-- คัดย่อจากพระไตรปิฎก ฉบับขยายความ เล่ม ๑ --

วันเสาร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ธรรมจิปาถะ: สีลวิสุทธิ อัปปมาทะ

สีลวิสุทธิ

การรักษาศีล เพื่อต้องการได้บุญ อยากเกิดเป็นคนรวย ไม่ได้เป็นไปเพื่อละกิเลส อย่างนี้ไม่ใช่ศีลบริสุทธิ์

ศีลบริสุทธิ์ เป็นศีลที่ประพฤติเพื่อปรารถนาพระนิพพาน

ส่วนธรรมเพื่อพระนิพพาน คือ เป็นไปเพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับทุกข์ เพื่อสงบ และเพื่อรู้ยิ่ง [ซึ่งหลักการตัดสินพระวินัยก็เป็นไปในทำนองเดียวกัน]


อัปปมาทะ

อชิตมาณพ ศิษย์พราหมณ์วารี ทูลถามพระพุทธเจ้าว่า
"อะไรเป็นเครื่องห้าม เป็นเครื่องกันความอยาก ความอยากนั้นละได้ด้วยธรรมอะไร"

พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า
"สติเป็นเครื่องห้าม เป็นเครื่องกันความอยาก และความอยากนั้นละได้ด้วยปัญญา"

พร้อมทรงแสดงความไม่ประมาทใน ๔ สถาน คือ
๑. ระวังใจไม่ให้กำหนัดในอารมณ์อันน่ากำหนัด
๒. ระวังใจไม่ให้ขัดเคืองในอารมณ์อันน่าขัดเคือง
๓. ระวังใจไม่ให้หลงในอารมณ์อันน่าหลง
๔. ระวังใจไม่ให้มัวเมาในอารมณ์อันน่ามัวเมา

- หนังสือพระไตรปิฎก
...................................................................................

มนุษย์ที่เกิดมาเห็นพระพุทธเจ้านั้นมีน้อย แต่ผู้ที่ได้ฟังธรรมของพระองค์นั้นน้อยกว่า และผู้เข้าใจในพระธรรมะยิ่งน้อยลงไปอีก

- หนังสือกามนิต วาสิฏฐี
...................................................................................

บทความที่ได้รับความนิยม

คลังบทความของบล็อก