วันพุธที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ทางเลือก

นึกถึงคำสอนของหลวงพ่อว่า 'คนที่ทำให้คนอื่นไม่พอใจ เขาทำไปเพราะกิเลส'

เริ่มมองเห็นว่า เขาพูดเพราะกิเลส เพราะความโกรธครอบงำอยู่ ประกอบกับความไม่รู้ของเขาเอง

 
ก็คิดได้ว่า

จริงๆแล้ว คนเรามีทางเลือกนะ ว่า


เราจะเก็บความผิดพลาดของคนอื่นมาโกรธ

หรือ เราจะให้อภัยในความผิดพลาดของคนอื่น


คิดได้ดั่งนี้แล้ว ความโกรธก็หายเป็นปลิดทิ้ง และรู้สึกเหมือนได้ชัยชนะมา

ตรงกับคำพูดที่ว่า

การให้อภัย ชนะการให้ทั้งปวง

วันจันทร์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

สีเล ปติฏฐาย นโร สปญฺโญ


ในราตรีหนึ่ง เทวบุตรองค์หนึ่งได้เข้าสู่สำนักองค์สมเด็จพระผู้ทรงพระภาคในพระเชตวนาราม ทูลถามอรรถปัญหา เพื่อจะถอนเสียซึ่งวิจิกิจฉาความสงสัย ด้วยคาถาว่า

'สัตว์ทั้งหลายที่เกิดมาในโลกนี้ ย่อมมีจิตอันตัณหาชฏามีอุปมาดังข่ายแห่งนายพรานครอบงำปกคลุมหุ้มห่อไว้ ทำอย่างไร บุคคลนั้นจะสามารถสางเสียซึ่งชัฏ คือตัณหา ได้'

" สีเล ปติฏฐาย นโร สปญฺโญ" "โส อิมํ วิชฏเย ชฏํ"

นรชนผู้มีปัญญา มีความเพียร ตั้งตนไว้ในศีล แล้วทำสมาธิจิต และปัญญาให้เจริญอยู่ นรชนนั้นจะพึงถางชัฏอันนี้เสียได้

"สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจาติ, ยทา ปญฺญาย ปสฺสติ" "เอส มคฺโค วิสุทธิยา"

เมื่อใด โยคีบุคคลเห็นด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง เมื่อนั้น ก็จะเบื่อหน่ายในทุกข์ นี้คือทางแห่งวิสุทธิ

วันเสาร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2557

ทุกขนิโรธสูตร อภินันทสูตร

อังคุตรนิกาย เอกนิบาต

"...ความเสื่อมจากญาติ ก็ยังนับว่าเป็นความเสื่อมเพียงเล็กน้อย
    ความเสื่อมจากโภคทรัพย์ ก็ยังนับว่าเป็นความเสื่อมเพียงเล็กน้อย
    ความเสื่อมจากยศ ก็ยังนับว่าเป็นความเสื่อมเพียงเล็กน้อย
ภิกษุทั้งหลาย ความเสื่อมที่นับว่าเลวร้ายยิ่งกว่าความเสื่อมทั้งหลาย ก็คือ ความเสื่อมจากปัญญา

    ความเจริญด้วยญาติ ก็ยังนับว่าเป็นความเจริญเพียงเล็กน้อย
    ความเจริญด้วยโภคทรัพย์ ก็ยังนับว่าเป็นความเจริญเพียงเล็กน้อย
     ความเจริญด้วยยศ ก็ยังนับว่าเป็นความเจริญเพียงเล็กน้อย
 ภิกษุทั้งหลาย ความเจริญที่เรากล่าวว่าเป็นยอด คือ ความเจริญด้วยปัญญา..."


ทุกขนิโรธสูตร

"...เพราะอาศัยจักษุและรูป จึงเกิดจักขุวิญญาณ ความประชุมแห่งธรรมทั้ง 3 ประการเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัยจึงเกิดตัณหา นี้แลเป็นความเกิดขึ้นแห่งทุกข์..."


อภินันทสูตร

"...ผู้ใดเพลิดเพลินในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ผู้นั้นชื่อว่าเพลิดเพลินในทุกข์ เรายืนยันว่าผู้นั้นไม่พ้นไปจากทุกข์..."

วันอังคารที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2557

จิตเกาะกาย

ช่วงเวลาที่เดินกลับบ้านจนถึงก่อนนอน มักได้คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย
วานนี้ก็มีอารมณ์คิดไปว่า กิเลสนี้ก็ไหลไปตามร่างกาย หมายถึงว่า เกิดเป็นอะไรก็มีกิเลสไปแบบนั้น

เกิดเป็นสัตว์ มีกิเลสแบบหนึ่ง

เกิดเป็นคน ก็มีกิเลสไปอีกแบบหนึ่งที่สลับซับซ้อนขึ้น
คือ ไม่ใช่แค่ต้องการอาหารเพื่อดับทุกข์หิว แต่ต้องการปรุงแต่งรสชาติให้ถูกปากยิ่งๆขึ้นไป
นอกจากนี้ ก็มีความรักสวยรักงาม
พอถึงวัยหนุ่มสาว ก็อยากมีความรัก หลงใหลไปกับสัมผัสทางตา ทางกาย

แล้วคนที่ติดอยู่ในความรักนี้ ติดอะไร ติดร่างกาย ของอีกฝ่ายที่เกิด แก่ เจ็บ ตาย
สุดท้ายก็แตกสลาย หาแก่นสารไม่ได้หรือ
เมื่อตายแล้ว จิตดวงนั้นก็ร่อนเร่ไปในวัฏสงสาร ไม่รู้อยู่ที่ไหน

เขาว่า ถ้าอยากเห็นภาพกว้างๆ ก็ต้องถอยหลังออกมา
นี่ก็เหมือนกัน ถอยไปหลายๆชาติ ให้เห็นการเวียนตายเวียนเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า
แต่งงาน มีครอบครัว มีลูกหรือ เป็นแบบนี้มากี่ภพกี่ชาติแล้ว

มีคนเขียนไว้ว่า
"เรื่องราวต่างๆในชีวิตล้วนไร้สาระไม่มีอยู่จริง เกิดจากการปรุงแต่งไปเองทั้งสิ้น"

คิดแล้วก็เห็นด้วย, รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา
ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ความสุขหรือทุกข์ เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป
ความสุขที่ได้จากสิ่งใดสิ่งหนึ่ง สิ่งนั้นก็ไม่ได้ให้ความสุขตลอดไป
คิดมาถึงตรงนี้แล้ว ก็ต้องหยุดความรู้สึกยินดียินร้าย (เมื่อเห็นรูป ฯลฯ)

ขอแค่ไม่มีร่างกายอย่างเดียว เรื่องทุกอย่างจะไม่เกิดขึ้น
จะไม่มีความรู้สึกเดือดร้อนที่จะต้องเลี้ยงชีพ ไม่ต้องกังวลว่าจะอยู่คนเดียวได้ไหม
จะมีความสุขกว่าคนอื่นได้อย่างไร หรือเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับสังคม

----------------


ยิ่งอยู่ ก็ยิ่งเจอกิเลสหลายรูปแบบ
เหมือนเป็นลำดับที่ต้องเจอ เพื่อจะได้รู้ว่าจะผ่านบททดสอบนี้ไปได้อย่างไร

วันอาทิตย์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2557

สนทนาหลังกรรมฐาน

มีคำถามครุ่นคิดอยู่ในใจมาหลายวัน คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ตก จึงขอหลวงพ่อช่วยให้คำตอบ ค่ำวานนี้หยิบหนังสือคำสอนหลวงพ่อวัดท่าซุงขึ้นมาอ่านก็เจอเลย


" หลักทางพระพุทธศาสนานำเข้า ทางโลกมันทำออก ไอ้โลกน่ะอยู่คนเดียวไม่พอ อยากมีผัว อยากมีเมียเพิ่มใช่ไหม มีผัวมีเมีย อยากมีลูกเพิ่ม...

พระพุทธศาสนาดึงเข้ามา ตัดออกให้หมด ทีละน้อยๆ ตัดเข้ามาๆหมดถึงกาย ถึงกายตัดกาย...

จิตทรงสังขารุเปกขาญาณ ความกังวลใดๆมันก็ไม่มี ถ้าวางเฉยในขันธ์ ๕ ของเราไปแล้วมันก็เฉยหมด 

จิตมันจะมีความสุข ไม่อย่างนั้นจิตจะหาความสุขไม่ได้ "


เป็นความเมตตาของหลวงพ่อที่ช่วยสั่งสอนไว้

วันเสาร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2556

อย่าใช้เวลาทำลายประโยชน์

ก่อนนอนหยิบหนังสือหลวงพ่อขึ้นมาอ่าน ก็เจอจังๆว่า

"
จิตของท่านมีสมาธิหรือเปล่า ปัญญาของท่านสามารถทำลายกิเลสให้เป็นสมุจเฉทปหานหรือเปล่า
ไปนั่งวิพากษ์วิจารณ์คนนั้นทำอย่างนั้น คนนี้ทำอย่างนี้  สิ่งที่คิดอย่างนี้มันได้ประโยชน์อะไร
วันเวลามันล่วงไปๆ ความตายมันคืบใกล้เข้ามาทุกที อารมณ์ใจของเรารักพระนิพพานเป็นอารมณ์แล้วหรือยัง
เราทำลายความชั่วได้แล้วหรือยัง

จะเอาเวลาของจิตไปทำลายประโยชน์เพื่ออะไร พยายามสร้างความดีจนกระทั่งจิตไม่ติดอยู่ในกายของเรา
จิตไม่ติดอยู่ในกายของคนอื่น จิตไม่ติดอยู่ในสรรพวัตถุทั้งหลายในโลกทั้งหมด

จงอย่าสนใจในจริยาของบุคคลอื่น เขาจะดีจะเลวอย่างไร เป็นเรื่องของเขา
เขาจะกินมาก เขาจะกินน้อย เขาจะดีมาก เขาจะดีน้อย มีวาจาไม่ดี อย่าไปสนใจเด็ดขาด
ถ้าไปสนใจ พระพุทธเจ้าทรงกล่าวว่าเป็น อุปกิเลส คือความชั่ว
"
- พ่อสอนลูก

ถ้าสามารถระงับนิวรณ์ ๕ ได้ จิตจะเป็นปฐมฌานทันที และหลังจากนั้นก็จะเป็นฌานสูงขึ้นไป
 

วันอาทิตย์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ตัดกามราคะ

วันนี้ได้คุยกับคุณยายปราโมทย์ที่ซอยสายลม ที่คุณยายสอน เกิดความเข้าใจขึ้นมาทันที

"ตาก็ไม่ใช่ของเรา พอตามองเห็น เราก็รับมาปรุงแต่งต่อ"

เหมือนความจริงที่เป็นอยู่ตอนนี้เลยว่า ตาก็สักแต่ว่าเห็น แต่เรานี่แหละ มาปรุงแต่งต่อไปว่า นี่ถูกใจนะ อยากครอบครองนะ กิเลสก็ฟุ้งขึ้นมา

 ๑๑๑๑๑

ราคะ แปลว่า ความกำหนัดยินดี ความพอใจ ความติดใจ หมายถึง ความติดอกติดใจในสิ่งใดๆก็ตาม

ติดใจในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ก็เป็นกามราคะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางตา

เมื่อตาสัมผัสรูป จักขุวิญญาณมีอยู่ เวทนาจึงเกิด เมื่อเวทนาเกิด ตัณหาจึงเกิด
ลักษณะของรูปมีอยู่ ชวนให้รัก ให้ใคร่ ให้หลงใหล ให้พึงใจ ให้ปรารถนา เป็นเหตุแห่งความกำหนัด เป็นเหตุแห่งราคะ

บทความที่ได้รับความนิยม

คลังบทความของบล็อก