วันพุธที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2567

เป๊ะเว่อร์

เมื่อเช้าไปร้านนวดแผนไทย จองไว้ 10 โมง ปรากฏว่า หมอยังไม่มา
ก็เลยเดินเล่นในร้าน ไปเจอหนังสือธรรมะ
เปิดอ่านไปนิดนึง อื้ม ดีแหะ ก็ขอยืมหนังสือจากเจ้าของร้านกลับมา
แล้วข้ามหน้าแรกๆ มาเลยนะ เปิดมาเจอ 

เรื่องความหมาย "เอกัคคตา" พระท่านอยากแปลว่า ไม่ขัดกัน กลมกลืนกัน
เอ้อ เอามาใช้กับหัวข้อตัวเองได้พอดี

เรื่องถัดมา "เสียงรบกวน" ตรงนี้โดน!!!

"เสียงก็ทำหน้าที่ของเสียง เราก็เกิดความไม่พอใจ เราก็ไปทะเลาะกับเสียง ไม่ชอบเสียง
มันไม่สงบเพราะไม่ถูกใจสิ่งที่เกิดขึ้น
ตราบใดที่เราอยู่ในโลกนี้ จะบังคับโลกให้ถูกใจเรา ก่อนที่เราจะยอมสงบ เออโชคดีเหอะ ..."
- หลวงพ่อชา

คือวันก่อนมีคนเปิดเพลงดังมากกกก เปิดทิ้งไว้แล้วก็หายหัวไปไหนไม่รู้ 
แล้วก็มีแค่ฉันนั่งอ่านหนังสืออยู่คนเดียวไง จะเปิดให้พ่อคุณฟังหรอ อารมณ์เสียมากกกตอนนั้น 

พออ่านเจอหน้านี้ 5555+ อะไรจะพอดีขนาดน้าน
ถ้าเมื่อเช้าหมอมาตรงเวลาก็ไม่มีโอกาสได้เจอคำสอนนี้เลยนะเนี่ย 😸

วันพุธที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2567

หลุด

แต่ก่อนก็คิดว่า ธรรมะ มักจะมีข้อจำกัดเรื่องภาษา ไม่สามารถอธิบายทุกอย่างได้ตรงหรอก
แล้วก็เข้าใจว่า เป็นแบบนั้นทั้งหมด
จนกระทั่งวันก่อน รู้สึกว่า ...


ใช่แหะ
"รู้อย่างนี้ เห็นอย่างนี้ ว่า หลุดพ้นแล้ว"
(เม เอวํ ชานโต เอวํ ปสฺสโต วิมุตฺตมิติ)

ก็เลยอยากรู้ว่า ในพระไตรปิฎก เวลาที่พูดถึง
"อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป"
จะมีข้อความช่วงนี้ยังไง ส่วนใหญ่ก็เห็นเป็นแบบนี้นะ
"หลุดพ้นเพราะรู้โดยชอบ", "หลุดพ้นจากอาสวะ"
ทั้งในทีฆนิกาย  มัชฌิมนิกาย

มันไม่ใช่ ตัดกิเลส (ฉิทนฺติ) ซึ่งส่วนใหญ่เจอในอปทานเอง หรือ ละกิเลส (ปหีน) ซึ่งส่วนใหญ่เจอในขุททกนิกาย
[แต่ก็แอบอ่านพันทิป เขาก็จะบอกว่า ความคิดนี้ผิดบ้าง เป็นมหายานบ้าง 555+ ไม่ว่ากัน]
[ซึ่งตัวเราเอง ก็ไม่กล้ายืนยันขนาดนั้น ปล่อยให้ผู้รู้ทำหน้าที่ไป ;)]

วันศุกร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

ปัญญาปารมิตาหฤทัยสูตร

อ่านหนังสือ "การพ้นทุกข์ของมหายาน" จริง ๆ ก็อ่านไม่ค่อยรู้เรื่องเลยอ่ะนะ แต่มีตรงนึง น่าสนใจดี
ความว่า

"...สู้คนอื่นไม่ได้ รู้จักไม่พอใจ แต่ถ้าใจสู้คนอื่นไม่ได้ กลับไม่รู้จักไม่พอใจ"
"...สมมติว่าเราตักเตือนว่า ขอโทษ หน้าคุณมีจุดดำอยู่ เราจะได้รับการขอบคุณ ... แต่ถ้าเราไปตักเตือนว่า ใจคุณลำเอียงไปแล้ว ... กลับจะถูกเขาเกลียดเอา"

คนเขียนยกตัวอย่างเรื่องเสริมความงาม คงเทียบได้กับพวกเรื่องรูปร่างหน้าตานั่นแหละ

ก็นั่นสินะ เห็นคนที่ฝึกจิตฝึกใจได้เก่ง ๆ เราน่าจะอยากทำตามมากกว่านี่นา 😉

วันศุกร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2566

ไม่เป็นตนเองเลย ไม่พ้นไปจากการถูกปรุงแต่งเลย

ความจริงที่ไม่เขียนอะไรเพิ่ม เพราะคิดว่า ไม่มีความจำเป็นแล้ว 
แต่เจอ คาถานี้ กระแทกใจจนต้องจดไว้


"
กายเรานี้ อ่อนแอจริงหนอ
ตนเองก็ต่ำต้อย และไม่ได้เกิดขึ้นเอง
ไม่เป็นต้นเหตุ หรือไม่เป็นอารมณ์ด้วยตนเอง
ไม่มีแก่นสารเลย และไม่พ้นไปจากการถูกปรุงแต่ง
แท้จริงแล้วมันมาจากสภาวะที่สลับซับซ้อนหลายอย่าง
"


- หนังสือ วิมุตติมรรค

วันอาทิตย์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2566

โสฬสปัญหา กับคำว่า "ธรรมเป็นศีรษะ"

คำว่า “ศีรษะ” ในข้อความที่ว่า 

ธรรมเป็นศีรษะและธรรมเป็นเหตุให้ศีรษะตกไป” 

คิดว่าน่าจะแปลผิด และไม่สามารถสื่อความหมายได้เลย


คำนี้ ในคาถาภาษาบาลี ใช้คำว่า มุทธะ (muddha) เมื่อตรวจสอบใน PTS Dictionary มาจากคำว่า mūḷha หรือ mugdha ในภาษาสันสกฤต ซึ่งแปลว่า ความลุ่มหลง ความสับสนงุนงง ความโง่เขลา

เมื่อใช้ในความหมายนี้ก็จะได้ความว่า 

“ธรรม(/สิ่งที่)เป็นความโง่เขลาและธรรม(/สิ่งที่)เป็นเหตุให้ความโง่เขลาดับไป” 

ซึ่งสามารถสื่อความหมายได้อย่างเข้าใจ และตรงกับคำตอบของพระพุทธเจ้าที่ว่า 

อวิชชาชื่อว่าธรรม(/สิ่งที่)เป็นความโง่เขลา 
วิชชาประกอบด้วยศรัทธา สติ สมาธิ ฉันทะ และวิริยะ 
ชื่อว่าเป็นธรรม(/สิ่งที่)เครื่องให้(/ทำให้)ความโง่เขลาดับไป

วันอังคารที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

วิภวตัณหา

ไม่อยากให้มี ไม่อยากให้เกิดขึ้น หรือ อยากให้พ้นไปจากสิ่งใดสิ่งหนึ่งอันไม่น่าปรารถนา
ก็จัดเป็นตัณหาอย่างหนึ่ง เป็นทุกขสมุทัย หรือเหตุแห่งความทุกข์นั่นเอง

...

ไปเจอหนังสือเล่มหนึ่ง ชื่อ "ความสุข...อยู่รอบตัวเรา" ของนพ.โชติ ธีตรานนท์ เขียนไว้ดีมาก

ต้องยึดมั่นในความถูกต้อง ต้องกล้าทำในสิ่งดีงาม และต้องเชื่อมั่นว่าจะได้รับในสิ่งอันชอบธรรม

ในโลกนี้ไม่มีใครเลยที่ไม่เคยทำความผิด คนแต่ละคนนั้นแตกต่างกันทั้งนิสัย สติปัญญา กรรมในอดีตและปัจจุบัน น่าสงสารและน่าให้อภัยมากกว่า เราก็อย่าจองเวรจองกรรมกันเลย

...

กับอีกอันหนึ่งที่ฟังแล้วตรงกัน ก็คือ ของหลวงพ่อเยื้อน วัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร จ.สุรินทร์





วันเสาร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2564

เอาไว้เตือนตนเอง

บุคคลที่อยู่ในทางโลก มิควรไปกล่าวว่าบุคคลที่อยู่ในทางธรรม

บุคคลที่อยู่ในทางธรรม ก็เช่นเดียวกัน มิควรไปติติงบุคคลที่อยู่ในทางโลก

พอเรามาแตะธรรมะนิดนึงก็โพนทะนาว่าคนอื่น

พอเรารู้ธรรมะ (แต่)คนอื่นไม่รู้ 'เธอเสียเวลา เอาเวลาไปทำอะไร ทำไมไม่ไปเรียนธรรมะ'

แค่รู้ธรรมะ(เท่า)หางอึ่ง ว่าคนอื่น(เสีย)แล้ว

(ท่านจึงว่า) เรียนธรรมะแล้วเหมือนจับงูพิษที่หาง

(เพราะฉะนั้น) ไม่ต้องพูด

🍀🍀🍀

ใจมันเบื่อ อยากจะลาออก ... อย่าทำอย่างนั้นเชียวนะ

ที่มา: เรื่องที่ไกลเอามาเล่าใหม่ 1

🍀🍀🍀

เพิ่งคิดแบบเดียวกันนี้ได้ไม่นาน ก็ได้ฟังของอ.ประเสริฐพอดีเลยแหะ

สิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน แค่เพียงใบไม้หนึ่งกำมือ แต่แม้ใบไม้ใบเดียว ก็ยังไม่กล้าพูดเลยว่า ได้รู้และเข้าใจขนาดนั้นแล้ว และก็ไม่รู้ด้วยว่าที่ตัวเองรู้และเข้าใจนั้น ถูกต้อง 100% แล้วหรือยัง

ในเมื่อไม่ได้รู้ใบไม้ทั้งกำมือ ทำไมจะกล้าตัดสินว่าสิ่งที่คนอื่นรู้หรือเข้าใจนั้นผิดเล่า (เหมือนตาบอดคลำช้างไง)

อาจจะเป็นขั้นตอนและวิธีของแต่ละคน ที่จะได้เข้าถึงแก่นคำสอนของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่หรือ

วันจันทร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2564

แปลเป็นอภิธรรมได้ว่า

เคยได้ยินคนเล่ามา 2-3 ครั้งแล้วว่า นับถือคริสต์แล้วสบายใจ

Proverbs 3:5-6
Trust in the Lord with all your heart
    and lean not on your own understanding;
in all your ways submit to him,
    and he will make your paths straight.

พิจารณาตามแล้วก็เห็นว่าสบายใจดี ไม่ต้องสนใจว่าจะดีหรือร้าย ทุกอย่างที่เกิดขึ้น พระเจ้าได้กำหนดเพื่อให้เข้าใกล้พระเจ้า 
ก็ถือเป็นกุศโลบายที่ดี เพราะผลลัพธ์ที่ได้ คือ การปล่อยวาง และ ความสบายใจนั่นเอง
จะพอเปรียบเทียบเป็นอภิธรรม เรื่องการปล่อยวาง แบบนี้ได้ไหมว่า

"ผู้มีปัญญาไม่ควรคำนึงถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ควรหวังถึงสิ่งที่ยังมาไม่ถึง สิ่งใดที่ล่วงไปแล้ว สิ่งนั้นก็ละไปแล้ว สิ่งใดที่ยังไม่มาถึง สิ่งนั้นก็ยังไม่ได้ไปถึง"

ไปเจอ Quote นึง จับใจดี...

Whatever life brings you, remain thoughtful. Don't let them change the great things about you.

แปล(เอง)เป็นอภิธรรมได้ว่า 

"เมื่ออายตนะถูกกระทบ อย่าไหลไปในอารมณ์ทั้งหลายอันชอบใจ และ อย่าเดือดร้อนไปในอารมณ์ทั้งหลายอันไม่ชอบใจ"

วันเสาร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2564

มรรค ๘

เรื่องมรรค ๘ ก็เป็นเหมือนเรื่องอริยสัจ ๔ ในบทความแรก  ไม่เคยเข้าใจว่าทำไมถึงเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่นัก
อ่านแล้วก็ไม่เข้าใจว่าคำสอนต่างๆจะสรุปลงในมรรค ๘ ได้อย่างไร

ตั้งแต่เรียนชั้นมัธยม จำได้ว่า สัมมาทิฏฐิ แปลว่า เห็นชอบ ก็รับรู้แค่นั้น

สัมมาวาจา ก็เข้าใจแค่ว่า เว้นจากการพูดเท็จ, พูดส่อเสียด, พูดคำหยาบ, พูดเพ้อเจ้อ

สัมมาวาชีวะ เลี้ยงชีพชอบ ทุกวันนี้ก็ทำงานสุจริต


จนเมื่อเร็วๆนี้ ได้ไปเจอหนังสือเล่มหนึ่ง อธิบายความหมายของคำว่า สัมมาทิฏฐิ
จำคำพูดไม่ได้แม่นยำนัก แต่ไม่เหมือนกับสิ่งที่เคยจำมา จึงสะดุดใจ และมาค้นหาความหมายของสัมมาทิฏฐิ

🍀🍀🍀

การรู้ปล่อยวางในอารมณ์ เป็นวิถีแห่งความสงบสุข

การฝึกจิตให้รู้ปล่อยวางความวุ่นวาย ความรู้สึกยินดียินร้าย ที่เกิดเป็นกิเลส อกุศล เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้จิตไม่เศร้าหมอง

การท่องธัมมะภาวนาไว้ในใจอยู่เสมอ จะช่วยให้จิตรู้ปล่อยวาง ยิ่งเพียรได้ตลอดยิ่งดี ใจก็เกิดความสบาย  จัดเป็นการดำริชอบตามอริยมรรคมีองค์ ๘

ย่อจากการรู้ปล่อยวางในอารมณ์ หลวงพ่ออุดม มหาปุญโญ วัดป่าหนองเลง

🍀🍀🍀

ตามสัมมาทิฏฐิสูตร สัมมาทิฏฐิ คือ การรู้ชัดซึ่งอกุศล มูลเหตุของอกุศล - ได้แก่ โลภะ โทสะ และโมหะ -  รู้ชัดซึ่งกุศล และมูลเหตุของกุศล

อกุศลทางกาย ได้แก่  ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม
อกุศลทางวาจา ได้แก่  พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ
อกุศลทางใจ ได้แก่  อยากได้ของผู้อื่น ปองร้าย และเห็นผิดจากคลองธรรม คือ ไม่เห็นว่า

  • ทานที่ให้แล้วมีผล
  • การสงเคราะห์มีผล
  • การยกย่องบูชาบุคคลที่ควรบูชามีผล
  • ผลแห่งกรรมดีและกรรมชั่วมีจริง
  • โลกนี้มี
  • โลกหน้ามี
  • แม่มี
  • พ่อมี
  • สัตว์ที่เกิดแบบโอปปาติกะมี
  • พระอรหันต์ผู้หมดกิเลสแล้วมี


สัมมาทิฏฐิ เป็นเบื้องต้นของการทำกุศลธรรม และอยู่ในหมวดของปัญญา ในศีล-สมาธิ-ปัญญา

🍀🍀🍀

จำไม่ได้ว่าได้ยินจากพระ/อาจารย์ท่านไหน สอนว่า "มรรค 8 ทุกข้อ มีพระนิพพานเป็นอารมณ์"

เพิ่งจะเริ่มเข้าใจเดี๋ยวนี้เอง ความว่า ...


บุคคลย่อมพยายามละมิจฉาวาจา เพื่อบรรลุสัมมาวาจา ความพยายามนั้น เป็นสัมมาวายามะ

บุคคลมีสติละมิจฉาวาจาได้ มีสติบรรลุสัมมาวาจาอยู่ สตินั้นเป็นสัมมาสติ

ด้วยอาการนี้ ธรรม ๓ ประการ คือ สัมมาทิฐิ สัมมาวายามะ สัมมาสติ ย่อมห้อมล้อม เป็นไปตามสัมมาวาจาของบุคคลนั้น ฯ

(๕)  ถ้าบัณฑิตรู้จักกาลแล้ว พึงประสงค์จะพูด

-  ควรเป็นคนมีปัญญา

-  ไม่เป็นคนเจ้าโทสะ

-  ไม่โอ้อวด

-  มีใจไม่ฟุ้งซ่าน

-  ไม่ใจเบาหุนหันพลันแล่น

-  ไม่เพ่งโทษ

กล่าวแต่ถ้อยคำที่บุคคลผู้ตั้งอยู่ในธรรมพูดกัน และประกอบด้วยธรรมซึ่งพระอริยเจ้าพูดจากันเพราะรู้ทั่วถึงได้เป็นอย่างดี เขาจึงพาทีได้

-  บุคคลควรอนุโมทนาคำที่เป็นสุภาษิต

-  ไม่ควรรุกรานในถ้อยคำที่กล่าวชั่ว

-  ไม่ควรศึกษาความแข่งดี

-  และไม่ควรยึดถือความพลั้งพลาด

-  ไม่ควรทับถม

-  ไม่ควรข่มขี่

-  ไม่ควรพูดถ้อยคำเหลาะแหละ

(๖) วาจาใด เป็นปม เป็นกาก เผ็ดร้อนต่อผู้อื่น เกี่ยวผู้อื่นไว้ ยั่วให้โกรธ ไม่เป็นไปเพื่อสมาธิ ละวาจาเช่นนั้นเสีย

วาจาใด ไร้โทษ สบายหู ไพเราะ จับใจ เป็นวาจาของชาวเมืองเป็นที่ยินดีเจริญใจของชนหมู่มาก กล่าววาจาเช่นนั้น

ที่มา ส - สัมมาสมาธิ | มูลนิธิอุทยานธรรม

🍀🍀🍀

สัมมาวาจา คือ วาจาที่เป็นไปเพื่อมรรคผลนิพพาน นั่นแล

ความเข้าใจที่เคยมีมานี้ ช่างตื้นเขินเสียจริงๆ ก็ยังไม่สามารถพูดได้เต็มปากว่า รู้มรรค 8 ทั้งหมด ก็ต้องศึกษาต่อไป :)


วันศุกร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

ทุนจม

เวลาทุกนาทีตั้งแต่เกิด ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปเพื่อธรรมะได้

กว่าจะเติบโต กว่าจะรู้ภาษา ทั้งยังต้องใช้เวลาไปกับการเรียน การทำงานเพื่อหาทุนทรัพย์มาเลี้ยงตน

ต้องใช้เวลาตั้ง 35 ปี เพิ่งจะเริ่มเข้าใจ ปฏิจจสมุปบาท (อาจจะเคยเข้าใจในชาติก่อนแล้วลืม หรือเพิ่งจะมาเข้าใจในชาตินี้)

กว่าจะเข้าใจคำที่ว่า 'พาหิยะ เธอจงอย่าสนใจในรูป เห็นก็สักแต่ว่าเห็น ได้ยินก็สักแต่ว่าได้ยิน ...' คือ การตัดสายปฏิจจสมุปบาท

(กับเรื่องจิตตานุปัสสนา กับเรื่องคัมภีร์ปัฏฐาน ถึงตอนนี้ไม่กล้าพูดแล้วว่า ตัวเองรู้ธรรมะ เพราะที่รู้นั้นสะเก็ดมากๆ)

และยิ่งโอกาสจะโชคดีได้เจอพระพุทธศาสนาและครูบาอาจารย์ที่สอนถูก ยิ่งยากอีก

คิดแล้วก็เป็นการลงทุนที่เยอะมาก (มาเกิด 1 ชาติ กว่าจะรื้อฟื้นได้ แล้วไม่ขวนขวายอะไร)

หากไม่ใช้เวลาที่เหลือจากนี้ ดำเนินไปสู่เป้าหมาย ก็ยิ่งเป็นการลงทุน ที่ได้ผลไม่คุ้มค่าเอามากๆ

จึงควรรีบแสวงหาประโยชน์ อาจจะเท่าทุน หรืออาจจะได้ออกมาเป็นกำไรได้บ้าง

จิตตานุปัสสนา

เปิดอ่าน 2-3 เว็บ ของเว็บนี้ถูกต้องแล้ว

...

บุคคลผู้ทรงปัญญาย่อมปฏิบัติกระทำจิตของตนให้ตรงได้ เหมือนอย่างนายช่างศรดัดลูกศร 

อารมณ์และกิเลสเหล่านี้ คือมาร เหวี่ยงบ่วงอันได้แก่อารมณ์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของกิเลส เข้ามาสู่จิต แล้วจิตก็ทรงไว้ ซึมซาบอยู่ในจิต

อารมณ์ คือเรื่องต่างๆ ที่เข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ จิตที่มิได้อบรมย่อมรับบ่วงของมารเข้ามาคล้องเอาไว้ คือผูกจิตไว้ ประกอบจิตไว้

จึงปรากฏเป็นตัวกิเลส ราคะหรือโลภะบ้าง โทสะบ้าง โมหะบ้าง จิตที่มิได้รับการอบรมย่อมดิ้นรนกวัดแกว่งกระสับกระส่ายไปในอารมณ์

จิตที่สงบ เป็นจิตที่ประกอบด้วยอุเบกขาคือความเป็นกลาง วางความยินดีความยินร้าย วางอารมณ์ เกิดแล้วก็ดับไป ไม่เป็นปัจจัยให้เกิดกิเลสตัณหา

...

ที่มา : จิตตานุปัสสนา สมเด็จพระญาณสังวร
http://www.dharma-gateway.com/monk/preach/somdej/sd-012.htm

วันจันทร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2564

ทุกอย่างที่เกิดขึ้น มีเหตุผลเสมอ

เคยคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ทำให้ออกห่างจากธรรมะ
แต่ความจริงแล้วไม่ใช่เลย
กลับทำให้เราเข้าใกล้ เข้าใจธรรมะขึ้นกว่าเดิม

เพราะที่ผ่านมาชีวิตมันราบเรียบ
แต่ตอนนี้ ที่มีอะไรมากระทบเยอะ
จึงได้รู้ว่า อัตตายังเยอะขนาดไหน 
ยึดมั่น ถือมั่น ว่านี่คือตัวเรา ใครจะมาทำร้ายไม่ได้

อุปาทานขันธ์ 5

แม้ความไม่ชอบใจก็ไม่เที่ยง
วันนี้ไม่พอใจ แต่เดี๋ยวความรู้สึกนี้ก็หายไป
ความรู้สึกนี้ ไม่ถาวร
เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา
ไม่ควรเลยที่จะยึดถือ

ทั้งรูป(ร่างกาย)นี้ เวทนา(ความรู้สึกที่มันแกว่งอยู่ตลอดเวลา) สัญญา(นึกถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้ขึ้นมา) สังขาร(ปรุงแต่งทั้งจากเวทนา-ความรู้สึก ทั้งจากสัญญา-เรื่องที่ผุดขึ้นมา) วิญญาณ(รับรู้)

สิ่งที่ควรทำ คือ ปล่อยวาง นั่นเอง

ทุกคนที่เข้ามาในชีวิต ไม่มีมิตร ไม่มีศัตรู
แต่เขาเข้ามาสอนเรา








วันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

เหนื่อยมากแล้ว

ไปพักที่ที่หนึ่งมา แล้วเขามีสถานที่ให้เดินจงกรม

ก็นั่งนึกๆว่า ทำไมเราถึงต้องเดินจงกรมนะ

หรือการให้ไปรวมกลุ่มกันนั่งสมาธิ ดูจะไม่ใช่แนวทางของเราเลย

รู้สึกว่า ที่เราเจออยู่ทุกวี่วันเนี่ย มันเด็ดกว่านั้นเยอะ

สิ่งต่างๆที่มากระทบ มันช่างพรั่งพรู จนไม่อยากรับ ยังไม่รวมถึงความคิดที่คอยผุดขึ้นมาเนืองๆ

ก็ครึ้มอกครึ้มใจหยิบหนังสือของท่านว.วชิรเมธี ที่มีคนวางไว้มาอ่าน เจออะไรเป๊ะๆอีกแล้ว

...

ภิกษุรูปหนึ่งบวชแล้ว พบว่าพระวินัยหยุมหยิม เสี่ยงต่อการละเมิดพระวินัย จึงไปลาสิกขา

พระพุทธองค์แนะนำว่า รักษาเพียงอย่างเดียว ก็ไม่จำเป็นต้องรักษาวินัยทุกข้อ 

สิ่งนั้น คือ จิต

...

เราจึงไม่ควรบั่นทอนสติ ด้วยการตกเป็นทาส 

เราควรจะหลีกเลี่ยงจากบุคคลที่ชวนให้ขาดสติ

...

ผู้มีจิตตั้งมั่น ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริง คือ ความเกิดและความดับแห่งรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ

...

การปฏิบัติธรรมที่ถูกต้อง ต้องปฏิบัติท่ามกลางสภาวะอารมณ์ที่ไม่ถูกควบคุม 

หากแต่เป็นการปฏิบัติในชีวิตจริง ที่อะไรๆมิได้สงบอย่างที่เราถวิลหา 

แต่การครองจิตอยู่ท่ามกลางความวุ่นวายได้นี่แหละ คือตัววัดที่แท้จริง

...

เบื่อกับการต้องแสดงละครทางโลก

ฟังแล้วรู้สึกเหมือน มีคนมาชักชวนว่า 

 ... เธอเกิดความฟุ้งซ่านรำคาญใจสิ แล้วแบ่งปันมาให้เราด้วย 

 ... เธอมีราคะและอัตตาน้อยเกินไป เธอต้องมีราคะและอัตตามากกว่านี้นะ

เฮ้อ!

วันศุกร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2563

อยู่มานับกัปไม่ถ้วน อยู่อีกไม่ถึงร้อยปีจะเป็นไรไป

อยากรู้ว่า คนที่เกิดอารมณ์ นิพพิทาญาณ จะมีความคิดความอ่าน หรือความรู้สึกอย่างไร

จะรู้สึกประมาณว่า มันเบื่อมากแล้ว จะเอาอะไรมาแลก(หลอกล่อ)เพื่อให้อยู่ ก็คงไม่เอาแล้ว แบบนี้หรือเปล่า

👇

ความปรารถนาที่จะออกจากวัฏสงสารมีสองประเภท

 หนึ่ง ปรารถนาเพราะเห็นโทษในการเวียนว่ายตายเกิด ตามความเป็นจริง

 สอง ปรารถนาเพราะเบื่อหน่าย เบื่อสังคม เบื่อชีวิตครอบครัว เบื่อนั่นเบื่อนี่ หาที่สนุก หาที่สบายอยู่ตลอดเวลา ไม่นานก็เบื่ออีกแล้ว ต้องไปหาของใหม่แทน

หลวงพ่อชาสอนว่า ฝึก ให้รู้จักวิธี ไม่เป็นเจ้าของอารมณ์

เบื่อทั่วไปคือกิเลส นิพพิทาคือทางออกจากกิเลส เกิดความสลดสังเวช เกิดความเบื่อหน่ายที่ต้องมีจิตใจที่เป็นอย่างนี้

“ถ้ายังเกิดอยู่ชีวิตก็น่าเบื่อหน่ายอย่างนี้แหละ แต่ถ้าเราตายไปพระนิพพานได้ ชาตินี้ยังไงก็อยู่ไม่เกิน ๑๐๐ ปี เทียบกับการเวียนว่ายตายเกิดนับกัปไม่ถ้วน ทำไมเราจะอยู่ให้ดีไม่ได้”

นิพพิทาญาณ จัดเป็นเครื่องวัดในการปฏิบัติว่า ดำเนินมาอย่างถูกต้องหรือไม่? กล่าวคือ ถ้าปฏิบัติแล้วเกิดนิพพิทา ก็เป็นเครื่องชี้นำได้อย่างดีว่า ปฏิบัติมาอย่างถูกต้องแนวทางดีแล้ว

ถ้าปฎิบัติแล้วมีความรู้สึกอวดดี อวดเก่ง อวดรู้ แปลว่าปฏิบัติผิดพลาด

นิพพิทา เป็นไปเพื่อการหน่ายในอารมณ์ที่ผัสสะ เมื่อหน่ายย่อมคลายกำหนัด หรือความอยากนั่นเอง

วันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2563

ธาตุ 4

มีความเข้าใจคำว่า ธาตุ 4 ไม่ ตรงกับที่คนอื่นๆ มักจะเข้าใจกัน ที่ว่า
  • ดิน - มีลักษณะแข้นแข็ง คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า
  • น้ำ - มีลักษณะเอิบอาบ คือ ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา เปลวมัน น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร
  • ไฟ - มีลักษณะร้อน คือ ไฟที่ยังกายให้อบอุ่น ไฟที่ยังกายให้ทรุดโทรม ไฟที่ยังกายให้กระวนกระวาย ไฟที่เผาอาหารให้ย่อย
  • ลม - มีลักษณะพัดไปมา คือ ลมพัดขึ้นเบื้องบน ลมพัดลงเบื้องต่ำ ลมในท้อง ลมในไส้ ลมพัดไปตามตัว ลมหายใจ

เช่นว่า แม้จะเป็นเลือด หรือ เหงื่อ แต่ในเมื่อเราสามารถสัมผัสหรือจับต้องได้ ก็แสดงว่า ต้องเป็นธาตุดิน ได้พบคำอธิบายตามด้านล่างนี้ ก็กระจ่างขึ้นมา

ที่อธิบายธาตุในลักษณะตามด้านบนนั้นด้วยความเด่นเเห่งธาตุ เพื่อประโยชน์ในการเจริญกรรมฐาน แต่ในพระอภิธรรมนั้น ...

ปฐวีธาตุเป็นสภาวะพื้นฐานที่มีอยู่ในรูปธรรมทุกอย่าง ซึ่งรู้สึกถูกต้องได้ด้วยกายสัมผัส

ผม ขน เล็บ เหล่านั้นก็มีธาตุน้ำรวมอยู่ด้วย แม้อาโปธาตุจะเป็นสภาวะที่สัมผัสด้วยกายไม่ได้ แต่ก็มีในรูปธรรมทั่วไป คือ การเกาะกุมของสสาร (ธาตุดิน) ถึงทำให้ธาตุดินสามารถรวมกันอยู่ได้ เป็น รูปร่าง รูปทรงต่างๆ หากไม่มีธาตุน้ำการทรงอยู่เป็นรูปร่างของสิ่งใดๆ ก็มีไม่ได้
หากมีการเกาะกุมกันอย่างหนาแน่น ก็เป็นของแข็ง หละหลวมลงก็เป็นของเหลว หละหลวมลงอีกก็เป็นไอ

ผม ขน เล็บ เหล่านั้นก็มีธาตุไฟรวมอยู่ด้วย คือ ลักษณะความร้อนหรือเย็น (มีอุณหภูมิ) แล้วแต่เหตุปัจจัย เช่น หยิบผมออกจากจานข้าวร้อนๆ ผมนั้นก็มีความร้อนอยู่ หรือหยิบผมออกจากแก้วน้ำแข็ง ผมนั้นก็มีความเย็นอยู่ (ตรงนี้นึกถึง จริงๆแล้ว ความเย็นไม่มี มีแค่ความร้อนที่มากหรือน้อย) อันที่จริงไม่มีใครจะสามารถเเยกอุณหภูมิออกจากรูปใดได้เลย ทุกสิ่งต้องมีอุณหภูมิ เตโชธาตุจึงเป็นหนึ่งในสี่เเห่งธาตุที่เป็นพื้นฐานในทุกรูป

วาโยธาตุ คือ สภาพสั่นไหว หรือค้ำจุน
ผม ขน เล็บ เหล่านั้นก็มีธาตุลมรวมอยู่ด้วย คือ ความตึง ความไหว ความยืด ความเหี่ยว ความย่น ลักษณะความยืดหยุ่นนี้มีอยู่รวมในทุกรูปแยกออกมาไม่ได้ ไม่มีใครสามารถเเยกความเหนียว ความดัน ความหนาเเน่น ความตึงออกจากรูปได้ ทุกรูปมีธาตุลมเป็นลักษณะพื้นฐาน


นอกจากนี้ ก็จะมี (เรียกว่า ธาตุ 6)

อากาศธาตุ สภาวะที่ว่าง, ความเป็นที่ว่างเปล่า,
       ช่องว่างในร่างกาย ที่ใช้เป็นอารมณ์กรรมฐาน เช่น ช่องหู ช่องจมูก ช่องปาก ช่องอวัยวะต่างๆ


วิญญาณธาตุ ธาตุรู้, ความรู้แจ้ง


https://www.dhammahome.com/webboard/topic/15663

.....


(( ชอบคำอธิบายแบบนี้ ถ้าเจอคำอธิบายที่ไม่ตรงจริงๆ จะไม่เข้าใจเลย หรือถ้าเอาธรรมะไปอุปมาอุปไมย นอกจากจะไม่ช่วยให้เข้าใจแล้ว ยังทำให้งงหนัก ))


วันเสาร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2563

ทรงอารมณ์

  • ราคะ ความรักในรูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย สัมผัสระหว่างเพศ

    ... รสอาหาร ซึ่งมีรสอร่อยมันเป็นความเลว ที่พระพุทธเจ้าทรงสอน ว่าเวลากินให้พิจารณาเป็น อาหาเรปฏิกูลสัญญา เห็นว่าอาหารมาจากธาตุของความสกปรก
    เราไม่กินเพื่อความอ้วนพี
    เราไม่กินเพื่อความผ่องใส
    เราไม่กินเพื่อยังกิเลสให้เกิดขึ้นในใจ
    กินเพื่อยังอัตภาพให้ทรงอยู่เพื่อปฏิบัติความดี
    ... ฉะนั้น อาการเกลือกกลั้วกับกามารมณ์ทั้ง 5 ประการ จึงจัดว่ามีอารมณ์จิตชั่วอย่างยิ่ง 


  • ความโกรธ ความพยาบาท ความระแวงสงสัย ในบุคคลอื่นว่าจะเป็นศัตรูกับเรา ความจริงพระพุทธเจ้าให้วางเสีย ถ้าเราดีแล้วใครเขาจะมาเป็นศัตรูกับเรา มีจิตทรงสมาธิเป็นฌานสมาบัติ มีวิปัสสนาญาณแจ่มใส มันจะชั่วตรงไหน

  • มีจิตทรงอารมณ์ของกุศลอยู่ตลอดเวลา อารมณ์ฌานจะปรากฏประกอบไปด้วยปัญญา แม้ว่าจะไม่กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก ภาวนา พุทโธ ก็ชื่อว่าเป็นผู้มีสมาธิใน พุทธานุสสติกรรมฐาน ธัมมานุสสติกรรมฐาน สังฆานุสสติกรรมฐาน เพราะจิตเราทรงตรงอยู่ในความดี ยอมรับนับถือความดีของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นี่เป็นองค์สมาธิที่มีความสำคัญ

  • จิตต้องประกอบไปด้วยความกรุณา ความสงสาร เห็นว่าเราควรจะสงเคราะห์ทั้งหมด ตามกำลังที่เราจะพึงทำได้ อารมณ์จิตเราจะอ่อนโยน ไม่หวั่นไหวไปในความชั่ว พลอยยินดีเมื่อบุคคลอื่นได้ดี ไม่อิจฉาริษยาบุคคลอื่น เป็นอารมณ์ของพรหม เป็นอารมณ์ของนิพพาน

วันพฤหัสบดีที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2563

อรูปพรหม

เคยได้เรียนได้อ่านมาว่า

อาฬารดาบสและอุทกดาบส ไปเกิดในอรูปพรหม ไม่มีรูป ไม่มีตามองเห็น ไม่มีหูได้ยิน มีแต่จิต จึงฟังธรรมไม่ได้

อ่านแล้ว รู้สึกไม่ใช่อ่ะ ทำไมมีจิตแล้วจะสื่อสารไม่ได้
ก็ search google ไปเรื่อยๆ เจอคำอธิบายนี้ ก็น่าจะเป็นเพราะเหตุนี้มากกว่า

" จิตที่ทำกิจปฏิสนธิในอรูปพรหมภูมิ คือ  อรูปาวจรวิบาก  เมื่อทำกิจปฏิสนธิ  ก็ทำกิจภวังค์ รักษาภพชาติความเป็นพรมหบุคคลนั้นไว้    จนกว่าจะจุติ   สิ้นสุดจากความเป็นอรูปพรหมบุคคล   เพราะฉะนั้น  การรับผลของกรรมของอรูปพรหมบุคคล  จึงไม่เกี่ยวข้องกับทางตา  ทางหู  ทางจมูก  ทางลิ้น  ทางกาย  เพราะไม่มีรูปธรรมเกิดขึ้น (แม้ทางใจก็ไม่มี) "

" ขณะที่เป็นภวังค์ เป็นจิตที่เกิดขึ้นโดยไม่อาศัยทวารใด ๆ ใน ๖ ทวารเลย "

เพราะจิตอยู่ในภวังค์ จึงไม่สามารถรับรู้สื่อสารได้ (ตามความรู้ความเข้าใจตอนนี้)

วันพฤหัสบดีที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2563

ใช่เลย

พระองค์ทรงสอนให้พิจารณาธรรมทั้งหลาย ที่กายที่ใจของเรา ธรรมะไม่ได้อยู่ไกลที่ไหน อยู่ที่ตรงนี้ อยู่ที่กายที่ใจของเรานี่แหละ

ให้รู้สึกตัวทั่วพร้อมอยู่ตลอดเวลา ให้เห็นการเกิดดับของกายและใจ แต่อย่าให้มันมาทำใจให้วุ่นวาย เกิดขึ้นก็ปล่อยไป อย่าเก็บไว้

พอเข้าใจได้ชัด ทีนี้ก็จะปล่อยอะไรๆ ได้ทั้งหมด ก็ไม่ใช่ว่าความคิดความรู้สึกมันจะหายไป มันก็ยังอยู่นั่นแหละ แต่มันหมดอำนาจเสีย

รูปก็เป็นสักแต่ว่ารูป เสียงก็สักแต่ว่าเสียง กลิ่นก็สักแต่ว่ากลิ่น รสก็สักแต่ว่ารส โผฎฐัพพะก็สักแต่ว่าโผฎฐัพพะ ธรรมารมณ์ก็สักแต่ว่าธรรมารมณ์ ใจก็สักว่าใจ ความคิดก็สักว่าความคิด เปรียบเหมือนน้ำมันกับน้ำ ถ้าเราเอาทั้งสองอย่างนี้เทใส่ขวดเดียวกัน มันก็ไม่ปนกัน

("ภาษาธรรม" เมื่อเอามาคิดเป็นภาษาโลกมันก็เลยยุ่ง แล้วก็ตีความหมายว่าอย่างนั้นอย่างนี้)

วันอังคารที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2562

อย่าสนใจในรูป

ที่เรายังไปหาความเลวของบุคคลอื่น เสียดสีเขาบ้าง พูดกระทบกระเทียบเขาบ้าง ทำลายความสุขใจเขาบ้าง นั่นแสดงว่า เรามันเลวที่สุดของความเลว คือความเลวมันไม่ได้ขังอยู่เฉพาะในใจ มันไหลออกมาทางกายไหลออกมาทางวาจา เพราะมันล้น 

นี่ขอทุกท่านจงจำไว้ อย่าไปมองดูความเลวของคนอื่น มองดูความเลวของตน ไม่ต้องไปปรับปรุงบุคคลอื่น ปรับปรุงเราเองให้มันดีที่สุด 

สำหรับคนที่เขามาสร้างความชั่วให้สะเทือนใจเรานั่นเขาเป็นทาสของกิเลส ตัณหา อุปาทาน และอกุศลกรรม ไม่มีทางที่จะคืนตัวได้ เขาก็มีแต่ความเร่าร้อน มีแต่ความเศร้าหมอง เพราะกิเลสมันทำจิตใจให้เศร้าหมอง

ถ้าเราจะไปต่อล้อต่อเถียงจะกระทำตอบ เราก็จะเลวตามเขา ไม่มีประโยชน์ 

จิตเราก็ระงับความโกรธด้วยอำนาจ ขันติ หรือ อุเบกขา เขาเลวก็ปล่อยให้เขาเลวไปแต่ผู้เดียว เราไม่ยอมเลวด้วย 

อย่าทำอารมณ์ให้วุ่นวาย ดีหรือชั่วมันอยู่ที่การควบคุมกำลังใจ ถ้าใจของเราบริสุทธิ์ผุดผ่องเสียอย่างเดียว ใครจะว่าดีหรือชั่ว ไม่มีความสำคัญ เขาจะประณามว่าเลวมันก็เลวไม่ได้ ถ้าจิตของเราชั่วเขาจะสรรเสริญว่าดี มันก็ดีไม่ได้เหมือนกัน พระพุทธเจ้าทรงให้รักษากำลังใจ


********


เราจักเห็นรูปเพียงสักแต่ว่าเห็น จักฟังเสียงสักแต่ว่าฟัง จักรู้สักแต่ว่ารู้

อย่าให้มีความยึดมั่นถือมั่นเข้าจับเกาะในการเห็น การฟัง และการรู้นั้น

อย่าให้ความดีใจหรือเสียใจรั่วไหลเข้าสู่จิตใจเพราะการได้เห็น ได้ฟัง และได้รู้นั้น

ด้วยอาการอย่างนี้ ตัวเธอจักไม่มีในโลกนี้ หรือในโลกไหนๆ นั่นแหละคือที่สุดแห่งทุกข์



วันจันทร์ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2562

ทำเอาหนังสือธรรมะ..ธรรมดาไปเลย

...

ว่าแล้วก็เจอบทความนี้ ค่อนข้างตรงใจ
...

การฝึกใจหลวงปู่ชา สุภัทโท หนังสือ หมวด: 


ตอนแรกเราจะต้องฝึกใจของเราอย่างนี้ เราอาจยังไม่เข้าใจว่ามันเป็นอย่างไร ทำไป ทำไปก่อน ฉะนั้นเมื่อครูอาจารย์บอกให้ทำอย่างใดก็ทำตามไปก่อน แล้วก็จะค่อยมีความอดทนอดกลั้นขึ้นเอง ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรให้อดทนอดกลั้นไว้ก่อน เพราะมันเป็นอย่างนั้นเอง อย่างเช่น เมื่อเริ่มฝึกนั่งสมาธิ เราก็ต้องการความสงบทีเดียว แต่ก็จะไม่ได้ความสงบ เพราะมันยังไม่เคยทำสมาธิมาก่อน ใจก็บอกว่า “จะนั่งอย่างนี้แหละจนกว่าจะได้ความสงบ”

ไม่ควรจะปล่อยใจไปตามอารมณ์ ควรที่จะฝึกฝนอบรมตนเองตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ขี้เกียจก็ช่าง ขยันก็ช่าง ให้ปฏิบัติมันไปเรื่อยๆ ลองคิดดูซิ ทำอย่างนี้จะไม่ดีกว่าหรือ การปล่อยใจตามอารมณ์นั้นจะไม่มีวันถึงธรรมของพระพุทธเจ้า

การตามใจตัวเองไม่ใช่แนวทางของพระพุทธเจ้า ถ้าเราปฏิบัติธรรมตามความคิดความเห็นของเรา เราจะไม่มีวันรู้แจ้งว่าอันใดผิดอันใดถูก จะไม่มีวันรู้จักใจของตัวเอง และไม่มีวันรู้จักตัวเอง ดังนั้น ถ้าปฏิบัติธรรมตามแนวทางของตนเองแล้ว ย่อมเป็นการเสียเวลามากที่สุด แต่การปฏิบัติตามแนวทางของพระพุทธเจ้าแล้ว ย่อมเป็นหนทางตรงที่สุด

ทุกเวลาและทุกหนทุกแห่ง นี่จึงจะเรียกว่า “การพัฒนาจิต” ถ้าหากปฏิบัติตามความคิดความเห็นของตนเองแล้ว ก็จะเกิดความคิดความสงสัยไปมากมาย มันจะพาให้คิดไปว่า “เราไม่มีบุญ เราไม่มีวาสนา ปฏิบัติธรรมก็นานนักหนาแล้ว ยังไม่รู้ ยังไม่เห็นธรรมเลยสักที” การปฏิบัติธรรมอย่างนี้ไม่เรียกว่าเป็น “การพัฒนาจิต” แต่เป็น “การพัฒนาความหายนะของจิต”

พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า “อานนท์ ปฏิบัติให้มาก ทำให้มากแล้วจะสิ้นสงสัย” ความสงสัยจะไม่มีวันสิ้นไปได้ ด้วยการคิด ด้วยทฤษฎี ด้วยการคาดคะเน หรือด้วยการถกเถียงกัน หรือจะอยู่เฉยๆไม่ปฏิบัติภาวนาเลย ความสงสัยก็หายไปไม่ได้อีกเหมือนกัน กิเลสจะหายสิ้นไปได้ก็ด้วยการพัฒนาทางจิต ซึ่งจะเกิดได้ก็ด้วยการปฏิบัติที่ถูกต้องเท่านั้น

เมื่อเราปฏิบัติธรรม เราต้องทำใจของเราให้เป็นธรรม ไม่ใช่เอาธรรมะมาตามใจเรา

บทความที่ได้รับความนิยม

คลังบทความของบล็อก