เมื่อใดบุคคลเห็นด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง เพราะบังเกิดขึ้นและฉิบหาย เสื่อมสิ้นและแปรปรวนเป็นอย่างอื่น
เมื่อใดบุคคลเห็นด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ เพราะเบียดเบียนบีบคั้นเนืองๆ
เมื่อใดบุคคลเห็นด้วยปัญญาว่า สังขารและวิสังขารล้วนเป็นอนัตตา เพราะมิได้เป็นไปในอำนาจ
ผู้เจริญติลักขณานุปัสสนา พึงรู้ฐานะทั้ง ๖
ดังนี้แล้ว ย่อมหน่ายในทุกข์คือบริหารซึ่งขันธ์ร่างกาย
นี้เป็นมรรคา เป็นอุบายแห่งพระนิพพาน
เมื่อเห็นลงเป็นยถาภูตญาณทัสสนะ ถอนคาหะ ๓ อย่างดังนี้ ก็ย่อมหน่ายทั้งในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
บทความที่ได้รับความนิยม
-
พระเจ้าโกรัพยะประทับนั่งแล้ว ได้ตรัสกะท่านพระรัฐปาละว่า ท่านรัฐปาละผู้เจริญ ความเสื่อม ๔ ประการนี้ คือ ความเสื่อมเพราะชรา ๑ ความเสื่อมเพรา...
-
จริงๆได้เคยหาอ่านศึกษาเรื่องยันต์มาบ้าง เห็นว่ายันต์และอักษรขอมนั้นสวยดี อิ สวา สุ นะ มะ อะ อุ นะ โม พุ ทธา ยะ นะ ม...
-
ครั้งหนึ่ง พระที่เรียนกรรมฐาน ได้ลาพระพุทธเจ้าเพื่อเข้าป่า... " พระพุทธเจ้าก็ทรงทราบว่า ถ้าพระไปลาพระสารีบุตร พระสารีบุตรจะพูดว่าอย่...
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น