วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

นวังคสัตถุศาสน์



เรื่องนี้ต้องย้อนไปถึงเหตุการณ์ที่อธิบายในพระไตรปิฎก...


...ครั้งนั้นพระสารีบุตรได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคและกราบทูลถามว่า พระศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ไหนไม่ดำรงอยู่นาน ของพระองค์ไหนดำรงอยู่นาน และได้ถามต่อว่า อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นปัจจัยให้พระศาสนาไม่ดำรงอยู่นาน


พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

พระศาสนาของพระผู้มีพระภาคพระนามวิปัสสี พระนามสิขี และพระนามเวสสภู ไม่ดำรงอยู่นาน
เพราะทรงท้อพระทัย เพื่อจะทรงแสดงธรรมโดยพิสดารแก่สาวกทั้งหลาย อนึ่ง สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละ ของพระผู้มีพระภาคทั้งสามพระองค์นั้นมีน้อย สิกขาบทก็มิได้ทรงบัญญัติ ปาติโมกข์ก็มิได้ทรงแสดงแก่สาวก

พระศาสนาของพระผู้มีพระภาคพระนามกกุสันธะ พระนามโกนาคมนะ และพระนามกัสสปะ ดำรงอยู่นาน
มิได้ทรงท้อพระหฤทัยเพื่อจะทรงแสดงธรรมโดยพิสดารแก่สาวกทั้งหลาย อนึ่ง สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละ ของพระผู้มีพระภาคทั้งสามพระองค์นั้นมีมาก สิกขาบทก็ทรงบัญญัติ ปาติโมกข์ก็ทรงแสดงแก่สาวก

.........


นวังคสัตถุศาสน์ คือ พุทธพจน์ 9 ประการ คือ

1. สุตตะ คือ พระสูตรต่างๆ และวินัย ได้แก่ อุภโตวิภังค์ นิเทส ขันธกะ ปริวาร และสูตรต่าง ๆ

2. เคยยะ หมายถึง พระสูตรที่มีคาถาผสม

3. เวยยากรณะ คือ คำสอนที่มีลักษณะเป็นคำตอบ หมายเอาคำสอนในพระอภิธรรมปิฎกทั้งหมด

4. คาถา คือ ข้อความร้อยกรองที่เป็นคาถาล้วนๆ เช่น บทประพันธ์ในเถรคาถา เถรีคาถา ธรรมบท และคาถาที่ไม่เรียกว่า สูตรในสุตตนิบาต

5. อุทาน คือ คำพูดที่เปล่งออกมาจากความประทับใจในบุคคลหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือมาจากได้เห็นสัจธรรมบางอย่างอันเป็นภาวะที่น่าอัศจรรย์

6. อิติวุตตกะ คือ คำสอนของพระพุทธเจ้า ที่พระสาวกหรือบุคคลบางคนได้ยกขึ้นมาอ้าง เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นหรือเป็นหลักฐาน

7. ชาดก เป็นเรื่องในอดีตชาติของพระพุทธเจ้า

8. อัพภูตธรรม คือ คำสอนหรือเรื่องน่าอัศจรรย์ใจ

9. เวทัลละ คือ ข้อความที่ถามตอบกันไปมา คำสอนประเภทที่แจกแจงความหมายอย่างละเอียด


เนื้อหาอ้างอิงจาก
http://www.vinaya.mbu.ac.th/sec2book1/page004.htm
https://www.gotoknow.org/posts/215842

วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

พระวินัย

ได้เกริ่นเรื่องพระวินัยไว้ ขอเพิ่มเติมสักหน่อย
.......................................................................


พระวินัยปิฎกจัดแบ่งเป็น 5 คัมภีร์ เรียกชื่อย่อว่า 'อา ปา ม จุ ป' บ้าง 'ปา ปา ม จุ ป' บ้าง คือ

อา = อาทิกัมมิกะ หรือ ปาราชิก
ปา = ปาจิตตีย์
ม = มหาวรรค
จุ = จุลววรค
ป = ปริวาร


หรือแบ่งเป็น 5 ส่วน ดังนี้

1. ภิกขุวิภังค์ ว่าด้วยสิกขาบทหรือศีลของภิกษุ 227 ข้อ
2. ภิกขุนีวิภังค์ ว่าด้วยสิกขาบทหรือศีลของภิกษุณี 311 ข้อ
3. มหาวรรค ว่าด้วยสิกขาบทนอกพระปาฏิโมกข์ อันเป็นขนมธรรมเนียมระเบียบวิธีของภิกษุ มี 10 ขันธกะ
4. จุลวรรค ว่าด้วยวัตร ธรรมเนียมประเพณีต่างๆ ของพระสงฆ์
5. ปริวาร ว่าด้วยคู่มือวินัย เป็นคำถามตอบวินัยโดยย่อๆ ทุกวิภังค์ และขันธกะ
 

สิกขาบทในพระวินัยนั้น แบ่งโทษออกเป็น 3 ชั้น คือ

1. ปาราชิก ยังผู้ต้องให้ขาดจากความเป็นภิกษุ ต้องสึกออกไปจะบวชใหม่ไม่ได้ตลอดชีวิต

2. สังฆาทิเสส ยังผู้ต้องให้อยู่กรรม ประพฤติวัตร เป็นการประจานตนตามวันที่กำหนด หลังจากได้รับอัพภานกรรมจากสงฆ์แล้ว ถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ตามเดิม

3. ถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฏ ทุพภาษิต เป็นอาบัติที่อาจพ้นได้ด้วยการแสดง คือการสารภาพความผิดของตนแก่ภิกษุรูปอื่น


จากที่ได้ตั้งข้อสังเกตว่า พระวินัยที่ได้บัญญัตินั้นมีความละเอียดลึกซึ้ง
ยกตัวอย่างปาราชิกสิกขาบทที่ 1 ว่าด้วยการเสพเมถุน
ที่หน้าเพจ th.wikisource.org/wiki/พระวินัยปิฎก_เล่ม_๘_ปริวาร ได้เขียนไว้อย่างน่าสนใจว่า

มีเป้าหมายให้พระภิกษุประพฤติพรมจรรย์ เพื่อป้องกันไม่ให้กิเลสฟู ซึ่งต้องผ่านขั้นตอนต่างๆตามภูมิชั้นของจิต อย่างชั้น กามาวจรภูมิ เป็นชั้นที่ท่องเที่ยวอยู่ในกามคุณ คือจิตของคนสามัญทั่วไป

พระพุทธศาสนา สอนให้คนตัดโลกียวิสัย เพื่อมุ่งสู่โลกุตตรภูมิ และประการแรกที่ต้องทำ คือ ตัดกามารมณ์ ถ้าตัดได้จะก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรมอย่างรวดเร็ว

ก็เมื่อจุดหมายคือพระนิพพาน การหลุดพ้นจากสังสารวัฏแล้ว แต่เพศสัมพันธ์นั้นเป็นปัจจัยที่ทำให้สังสารวัฏเกิดต่อไป

 .......................................................................

เนื้อหาบางส่วนอ้างอิงจาก
https://www.l3nr.org/posts/226184
หนังสือพระวินัยปิฎกย่อ

วันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

พระไพรีพินาศ


จากวันนี้ที่ได้ไปกราบสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ที่วัดบวรนิเวศวิหาร และได้ทำบุญ ก็ได้รับเหรียญพระไพรีพินาศมา



ด้านหลังของเหรียญ เป็นอักษรขอม 12 ตัว เขียนว่า

อิ  สวา  สุ
อ    สํ    วิ
สุ   โล   ปุ
ส    พุ    ภ

มีความหมายดังนี้

อิ สวา สุ หมายถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ซึ่งหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า ใช้ยันต์ตัวนี้ในการบริกรรมควงกัน 3 บท คือ อิ สวา สุ สุ สวา อิ สวา สุ อิ เป็นพระคาถาคุ้มกันภัย โดย

อิ มาจาก บทพระพุทธคุณ 9 (หรือ 56) คือ อิติปิโส...
สวา มาจาก บทพระธรรมคุณ 6 (หรือ 38) คือ สะวากขาโต...
สุ มาจาก บทพระสังฆคุณ 9 (หรือ 14) คือ สุปฏิปันโน...

อ สํ วิ สุ โล ปุ ส พุ ภ หมายถึง พุทธคุณ 9 หรือ นวหรคุณ

อ มาจาก อรหัง
สํ มาจาก สัมมา สัมพุทโธ
วิ มาจาก วิชชา จรณะสัมปันโน
สุ มาจาก สุคโต
โล มาจาก โลกวิทู
ปุ มาจาก อนุตตโร ปุริสทัมมสารถิ
ส มาจาก สัตถา เทวมนุสสานัง
พุ มาจาก พุทโธ
ภ มาจาก ภควา


รูปและเนื้อหาส่วนหนึ่งอ้างอิงจาก
www.web-pra.com
www.komchadleuk.com

วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2558

สิ่งที่หมุนไปตามกระแสโลก

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ เขาย่อมยินดีลาภที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมยินร้ายในความเสื่อมลาภ
ย่อมยินดียศที่เกิดขึ้น ย่อมยินร้ายในความเสื่อมยศ
ย่อมยินดีสรรเสริญที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมยินร้ายในนินทา
ย่อมยินดีสุขที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมยินร้ายในทุกข์

เขาประกอบด้วยความยินดียินร้ายอย่างนี้ ย่อมไม่พ้นไปจากชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาส เรากล่าวว่า ไม่พ้นไปจากทุกข์

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

อริยสาวกผู้ได้สดับ ย่อมทราบชัดตามความเป็นจริงว่า
ลาภ ความเสื่อมลาภ ยศ ความเสื่อมยศ นินทา สรรเสริญ สุข ทุกข์  เกิดขึ้นแล้วแก่เรา แต่ว่าสิ่งนั้นไม่เที่ยง มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ย่อมครอบงำจิตของท่านไม่ได้ ท่านละความยินดียินร้ายได้แล้วเด็ดขาดอย่างนี้ ย่อมพ้นไปจากชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส เรากล่าวว่า ย่อมพ้นไปจากทุกข์

คัดย่อจาก พระไตรปิฎก ฉบับผู้ใฝ่ธรรม

วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมํ



วันนี้เดินดูหนังสือเล่มหนึ่งเนื้อหาน่าสนใจ สอนเกี่ยวกับธรรมโดยตรง ถูกกับจริตดี
จริงๆแล้ว คำสอนไม่ต้องอธิบายมากเลย 
ไม่ว่าจะเริ่มจากมุมไหน สุดท้ายคำสอนจะมุ่งมาที่เดียวกัน


ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ     สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมํ  

สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับไปเป็นธรรมดา


อย่างคำสอนแรกที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนแก่ปัญจวัคคีย์ ถึงทางสายกลาง และอริยสัจ 4
และคำตอบที่พระอัสสชิบอกแก่พระสารีบุตร ต่างก็เน้น เหตุแห่งธรรม


ซึ่งเป็นไปเพื่อ สังขารุเปกขาญาณ
คือญาณอันเป็นกลางต่อสังขาร เข้าใจสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามความเป็นจริงด้วยปัญญา ไม่ยินดียินร้าย ไม่ติดในในสังขารทั้งปวง และน้อมมุ่งสู่ความหลุดพ้นคือพระนิพพานเป็นที่สุด
จนได้สัจจานุโลมิกญาณ ญาณอันหยั่งรู้ตามอริยสัจ อันเป็นขั้นสุดท้ายในวิปัสสนาญาณ

วันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

อย่าเป็นทาสของอดีต


เมื่อวานเดินดูหนังสือ สะดุดกับคำหนึ่งในหนังสือของอ.วศินว่า

 "อย่าเป็นทาสของอดีต"


ช่วยหยุดความคิดมากที่มีอยู่ได้ดีทีเดียว



ในหนังสือเส้นผมบังความสุขของพระไพศาลเขียนไว้


ให้มีสติ ไม่หมกมุ่นครุ่นคิดกับสิ่งที่ผ่านไป ไม่ปล่อยให้อารมณ์ต่างๆมาครองใจ
ไม่ให้อารมณ์อกุศลเข้ามา และไม่ให้ฟุ้งซ่าน เพราะฟุ้งซ่านเมื่อไหร่ ใจก็ทุกข์ทันที


นึกไปถึงโพสต์ก่อนหน้าว่า จิตไม่มีความเศร้าหมอง เพราะยอมรับทุกอย่างว่าเป็นของธรรมดา 




เมื่อเราลองออกมายืนนอกวง แล้วลองมองกลับเข้าไปในความคิดของปุถุชน(คนอื่น)
ช่างเหมือนน้ำขึ้นลง หาความสงบนิ่งไม่ได้
ทำให้เกิดความรู้สึกว่า ถ้าเราออกมาได้แล้ว ก็ไม่อยากกลับเข้าเป็นแบบนั้นอีกเลย



ช่วงไม่กี่วันนี้ สังเกตดูตัวเองกับสิ่งที่เกิดขึ้น พบว่าตัวเองไม่ได้รู้สึกกระเทือนใจอย่างที่อาจจะเป็น
นี้คงเป็นผลมาจากคำสอนของพระพุทธเจ้าและหลวงพ่อนั่นเอง


นับว่าเป็นวิชาที่วิเศษที่สุด

วันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่ขัดข้องหนอ


ไม่น่าเชื่อว่าเราจะเจอเรื่องดราม่าๆ ออกแนวชีวิตจริงยิ่งกว่านิยายได้

ทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็ปกติสุขดี อยู่ในศีลธรรม หรือคนอื่นไม่เห็นอย่างนั้นก็ไม่ทราบได้?
เกิดเรื่องขึ้นแล้ว กลับรู้สึกว่า อย่าดึงฉันลงไปเกี่ยวข้องกับเรื่องพวกนี้

ชวนให้นึกถึงคำพูดของท่านยสกุลบุตรก่อนที่จะออกบวชว่า "ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่ขัดข้องหนอ"

.....

ท่านยสกุลบุตรนั้นเป็นลูกเศรษฐี มีปราสาท 3 หลัง พร้อมด้วยบริวาร และกามคุณ 5

แต่มองเห็นความเบื่อหน่าย วันหนึ่งได้พบพระผู้มีพระภาค

พระผู้มีพระภาคได้ทรงแสดง อนุปุพพิกถา เพื่อยกจิตให้ปลอดจากนิวรณ์ และอริยสัจ 4 ตามลำดับ


อนุปุพพิกถา 5 คือ

1. ทานกถา ว่าด้วยการให้ทาน

2. สีลกถา ว่าด้วยการรักษาศีล

3. สัคคกถา ว่าด้วยความสุขในสวรรค์

4. กามาทีนวกถา ว่าด้วยโทษและความต่ำทรามของกาม

5. เนกขัมมานิสังสกถา ว่าด้วยอานิสงส์แห่งการหลีกออกจากกาม


อนุปุพพิกถานี้ ตามประวัติในพระพุทธศาสนาปรากฏว่า พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงแก่มนุษย์ซึ่งเป็นคฤหัสถ์ ไม่ทรงแสดงแก่เทพยดา


อรรถกถาขณสูตรที่ 2 
 

ใครๆ ไม่อาจจะอยู่ประพฤติมรรคพรหมจรรย์ในนรกได้
เพราะได้รับแต่ทุกข์โดยส่วนเดียว
และไม่อาจอยู่ประพฤติมรรคพรหมจรรย์ในเทวโลกได้
เพราะเกิดความประมาทด้วยสามารถความยินดีในการเล่นโดยส่วนเดียว
เพราะได้รับความสุขโดยส่วนเดียว
ส่วนมนุษยโลก มีความสุขและความทุกข์ระคนกัน . . .


             การเจริญมรรคในที่นี้  นี้ก็เป็นกรรมภูมิ
          ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความสังเวชเป็นอันมาก
          ในที่นี้ก็เป็นฐานะอยู่   ท่านเกิดความสังเวชแล้ว
          ก็จงประกอบความเพียรโดยแยบคาย
          ในวัตถุอันเป็นที่ตั้งแห่งความสลดสังเวชเถิด.

.....

http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=4&A=576&Z=666
http://www.phutthathum.com/
http://palungjit.org/tripitaka/default.php?cat=2800220


บทความที่ได้รับความนิยม

คลังบทความของบล็อก